ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)  มีความต้องการสูงขึ้นมากในช่วง4-5 ปีที่ผ่าน เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในภาคครัวเรือน  ร้านอาหาร ภัตตาคาร  อุตสาหกรรม และในรถยนต์ เนื่องจาก LPG เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดเผาไหม้แล้วเกิดเขม่าน้อย  ขนส่งสะดวกไม่เปลืองที่เก็บ

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ย่อมาจาก Liquefied Petroleum Gas  ได้มาจากแหล่งใหญ่ 3 แหล่ง คือ  จากการแยกก๊าซธรรมชาติ  ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมัน  และได้มาจากการนำเข้าโดยตรง โดยก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG สามารถอยู่ได้ทั้งในสถานะของเหลวและก๊าซ  ซึ่ง LPG ในท้องตลาดส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอน 2 ชนิด คือ โพรเพน(Propane) และ บิวเทน(Butane)  โดยคุณสมบัติหลักๆของ ก๊าซ LPG มีดังนี้

  1. LPG มีจุดเดือดต่ำมาก โดย Propane มีจุดเดือด -42⁰C และ Normal Butane มีจุดเดือด -0.5⁰C LPG มีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิปกติ และความดันบรรยากาศ เว้นเสียแต่จะถูกอัดให้เป็นของเหลวอยู่ในถังภายใต้ความดันหรือนำถังไปแช่เย็นเอาไว้ เมื่อ LPG ระเหยออกสู่บรรยากาศก็จะเดือดทันที การเปลี่ยนสถานะกระทันหันทำให้เกิดการดูดความร้อนในบริเวณนั้น ทำให้มองเห็นเป็นไอสีขาว มีหยดน้ำหรือเกิดน้ำแข็งเกาะ โดยเมื่อ LPG เปลี่ยนจากของเหลวกลายเป็นไอจะขยายตัวถึง 250 เท่า และจะกลายเป็น 14000 เท่าเมื่อผสมกับอากาศ ดังนั้นในการบรรจุก๊าซ LPG จึงนิยมบรรจุไม่เต็มเพื่อรองรับการขยายตัวของก๊าซนั่นเอง
  2. ความดันไอ Propane มีความดันไอ 113 psi at 20⁰C และ Butane มีความดันไอที่ 30 psi at 20⁰C โดนแรงดันของ LPG จะขึ้นอยู่กับส่วนผสมของ propane และ butane รวมถึงอุณหภูมิด้วย โดยปกติ LPG จะมีแรงดันขณะใช้งาน 100 psi ซึ่งการออกแบบภาชนะจัดเก็บ LPG จะต้องออกแบบให้สามารถรับแรงดันได้ 250 psi
  3. ค่าการติดไฟ LPG มีค่าในการติดไฟอยู่ที่ LEL 2.0% – UEL 9.5% ถ้ามีก๊าซ LPG ต่ำกว่า 2 ส่วนหรือมากกว่า 9 ส่วนในส่วนผสมของก๊าซกับอากาศกับอากาศ 100 ส่วน ส่วนผสมนั้นก็จะไม่ติดไฟ
  4. อุณหภูมิของจุดติดไฟ (Ignition Temperature) เนื่องจากอุณหภูมิจุดติดไฟของ Propane คือ 460-580 องศาเซลเซียส และของ Butane คือ 410-550 องศาเซลเซียส ดังนั้น ก๊าซปิโตรเลียมเหลวจึงติดไฟได้ยากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินซึ่งมีจุดติดไฟ 280 – 430 องศาเซลเซียสและน้ำมันดีเชล 250 – 340 องศาเซลเซียส ดังนั้นก๊าซปิโตรเลียมเหลวมีความปลอดภัยสูงกว่าในประเด็นการจุดติดไฟได้เอง
  5. ความถ่วงจำเพาะและความหนาแน่นของไอ LPG มีค่าความถ่วงจำเพาะ(Liquid Specific Gravity) ประมาณ 0.5-0.6 ซึ่งเบากว่าน้ำ ทำให้กรณีถ้าเกิดการรั่วไหลของ LPG ลงท่อนรับน้ำ ทางระบายน้ำ หรือแหล่งน้ำจะทำให้ LPG ลอยอยู่บนผิวน้ำและไหลไปตามกระแสน้ำได้ ถ้าเกิดประกายไฟและความเข้มข้นอยู่ในช่วงติดไฟก็จะสามารถเกิดไฟไหม้บนผิวน้ำได้ในที่ห่างไกลจากแหล่งรั่วไหล   นอกจากนี้ LPG ยังมีค่าความหนาแน่นของไอ(Vapor Specific Gravity) ประมาณ 1.52-2.0 คือหนักกว่าอากาศ จะทำให้กรณีเกิดการรั่วไหลแล้ว LPG จะนอนอยู่ที่พื้นเนื่องจากหนักกว่าอากาศนั่นเอง
  6. อุณหภูมิเปลวไฟ LPG เมื่อติดไฟแล้วให้อุณหภูมิสูงประมาณ 1900-2000 ⁰C ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับงานอุตสาหกรรมหลอมโลหะ สามารถนำไปใช้ในการอบเครื่องเคลือบดินเผาอบสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  7. ค่าความร้อนและการเผาไหม้ อยู่ประมาณ 10000-12000 kcal/kg
  8. ค่าอ๊อกเทน (Octane Number)ก๊าซแอลพีจีมีค่าอ๊อกเทนสูง ประมาณ 95-110 ซึ่งสูงกว่าค่าอ๊อกเทนของน้ำมันเบนซิน จึงเหมาะกับการใช้เป็นเชื้อเพลิงของรถยนต์มาก
  9. คุณสมบัติทางกายภาพ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่จะมีการเติมเอธิลเมอร์แคปแทน C2H5SH เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่าเกิดการรั่วของก๊าซ
  10. LPG มีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลาย (solvent) เช่นเดียวกับพวกน้ำมันระเหย จึงสามารถละลายหรือทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำมาจากยางธรรมชาติเสียคุณสมบัติได้ เช่น ปะเก็น หรือซีลต่าง ๆ ดังนั้นอุปกรณ์ที่นำมาใช้กับถังที่บรรจุก๊าซแอลพีจี ควรใช้วัสดุอื่นที่ไม่ได้ทำมาจากยางธรรมชาติ เช่น ยางสังเคราะห์ เป็นต้น

ถึงแม้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จะไม่มีคุณสมบัติเป็นพิษทางเคมี แต่เมื่อก๊าซรั่วออกมาแทนที่อากาศก็สามารถทำให้เกิดการขาดออกซิเจน หมดสติ และตายเนื่องจากการขาดอากาศหายใจได้  นอกจากนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้สัมผัสกับของเหลว หรือที่เรียกว่าน้ำก๊าซโดยตรงเนื่องจากน้ำก๊าซจะดูดความร้อนออกจากร่างกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการเผาไหม้แบบเย็น หรือ Cold burn

มาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำหรับผู้ใช้แรงงานที่ต้องคลุกคลีและเกี่ยวข้องกับ LPG กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไว้ว่า “ในอากาศ สถานที่ที่ทำงานจะมี LPG ได้ไม่เกิน 1,000 ส่วนต่ออากาศล้านส่วน (ppm) โดยเฉลี่ยในระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงหรือ 1,800 มิลลิกรัมของ LPG ต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตรของอากาศ”

ด้วยเหตุที่การใช้ก๊าซ LPG ในภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณมาก  หากไม่มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยที่ดี ก็อาจส่งผลเสียหายอย่างที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ หน่วยงานภาครัฐจึงออกมาตรการต่างๆ มาควบคุมการใช้งาน LPG ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง ไว้มาสรุปคราวหน้าครับ

ท้ายนี้ก็ขอฝาก คลิปอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดจาก LPG มาให้ดูกันครับ เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้เราไม่ประมาทเมื่อต้องทำงาน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับก๊าซ LPG ครับ

 

ระทึก!! ปั๊มแก๊สระเบิด ใจกลางเมือง Makhachkala Republic of Dagestan, Russia โดย Watch Out เผยแพร่เมื่อ 10 ส.ค. 2014 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8/8/2014 สังเกตดีๆว่าแก๊สรั่ว จากนั้นไม่นาน….ตรู๊มมม!!!

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=I2L_f7BEQUw&t=3s
ภัยใกล้ตัว แก๊สระเบิด เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นกับร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันว่าจะเกิดขึ้น เมื่อถังแก๊สที่ใช้กันอยู่ปกติเกิดรั่วและระเบิดขึ้นมา ด้วยความตกใจพวกเขาจึงช่วยกันดับไฟเองตามประสา จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้างและการดับไฟที่ถูกต้องควรปฎิบัติอย่างไร  เรื่องจริงผ่านจอ แก๊สระเบิด 2 พค. 2556 โดยนิธินันท์ วงศ์ชัย เผยแพร่เมื่อ 6 พ.ค. 2013

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=gb9J2sporio&t=190s

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเพราะความประมาท กับเหตุการณ์รถแก๊ส LPG ระเบิดที่ ถนนเพชรบุรี ที่เปลี่ยนให้บริเวณนั้นกลายเป็นทะเลเพลิง เพียงชั่วพริบตา…รายการต้องรอด ตอน “โศกนาฏกรรมรถแก๊สระเบิด”  โดย Thailand’s Best Documentaries เผยแพร่เมื่อ 17 ก.ค. 2014

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=SosvrU__ZaU

 

อ้างอิง

http://www.doeb.go.th

http://www.youtube.com

 

ไฟไหม้กระทะ ใช้น้ำดับ อาจถึงตาย

ไฟไหม้กระทะ ใช้น้ำดับอาจถึงตาย

ไฟไหม้กะทะห้ามใช้น้ำดับ มิเช่นนั้นอาจถึงแก่ชีวิต

         เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าอบรมเกี่ยวกับการดับเพลิง ถึง 2 ครั้ง ซึ่งทางวิทยากรได้พูดเรื่องเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ก็จะมีวีดีโอประกอบตลอด ทำให้เข้าใจและเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น  โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวเช่นในครัวเรือน  ไฟจากเชื้อเพลิงประเภท K ซึ่งเป็นเพลิงไหม้ที่เกิดจากน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพืชและสัตว์ ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันหมู หากอุณหภูมิของกระทะสูงถึง 280-300 เซลเซียส น้ำมันภายในกระทะจะลุกติดไฟได้เอง การดับไฟจะค่อนข้างยาก และที่สำคัญก็คือ  ห้ามใช้น้ำดับ นะครับ  

ลองดูในวิดีโอครับ

คำเตือนห้ามดับไฟในกระทะน้ำมันโดยการราดน้ำ โดย jakkaphun rattana-arporn เผยแพร่เมื่อ 2 ส.ค. 2015  https://www.youtube.com/watch?v=ipxs7Lg47bg&t=23s

 

แบบนี้…ดีจร้า T3 วิธีดับไฟไหม้กระทะ โดยสถานีดีไซน์ จุดประกายความคิด เผยแพร่เมื่อ 17 ม.ค. 2014

https//:www.youtube.com/watch?v=ObdAIcQbUFg

วิธีในการดับไฟกรณีที่เกิดการลุกไหม้ในหม้อ หรือกระทะ  สามารถทำได้โดยใช้ฝากระทะมาปิด หรือถ้าไฟลุกมากก็หาผ้าห่มหนาๆ ชุบน้ำให้เปียกและบิดให้มาด เอามาปิดคลุมทั้งกระทะ เพื่อป้องกันออกซิเจนรวมตัวกับเชื้อเพลิง ไฟก็จะดับได้เอง  พูดเหมือนง่ายครับ แต่ในสถานการณ์จริง ต้องตั้งสติให้ได้ก่อน  ซึ่งก็ยากอีกเพราะหลายๆคน ไม่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรดับเพลิงขั้นต้นมาก่อนแค่เห็นไฟไหม้ก็คงหนีละครับ จะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง  วิธีที่ง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่จะดับไฟได้ก็คงคิดถึงน้ำอย่างเดียว  ซึ่งอันตรายมากสำหรับกรณีนี้   ดังนั้นวิธีหนึ่งที่จะป้องกันก็คงต้องเป็นการอธิบายและสอนให้เข้าใจครับ   และนอกจากนี้ผมว่าติดป้ายเตือนในครัว  ติดไว้ข้างพนังห้องครัวเลยก็ดีนะครับ  “ห้ามใช้น้ำดับไฟในกระทะ เด็ดขาด”   

ในโรงงานยังติดป้ายเตือนเต็มไปหมด ที่บ้านก็น่าจะติดด้วยนะเพื่อความปลอดภัยครับ

ปัญหาตะกอนไม่จม ในระบบบำบัดน้ำเสีย Activated Sludge

         

ปัญหาในการเดินระบบบำบัดน้ำเสียแต่ละประเภท ก็คงมีปัญหาแตกต่างกันไปสำหรับระบบบำบัดน้ำเสียแบบ  Activated Sludge ก็มีปัญหาหลายอย่างครับ

โดยปัญหาต่างๆ อาจ มีได้ดังนี้ 

  • ตะกอนไม่จมตัว(Bulking)  
  • ตะกอนลอยปิดผิวน้ำ  
  • น้ำขุ่นที่ถังตกตะกอน 
  • ประสิทธิภาพของระบบต่ำ
  • เกิดฟองในถังเติมอากาศ
  • pH ต่ำในถังเติมอากาศ
  • อื่นๆ

         สำหรับบทความนี้ จะอธิบายถึงปัญหาตะกอนไม่จม หรือ bulking ก่อนครับ  ปัญหาตะกอนไม่จม ตะกอนอืด หรือจะเรียกว่า bulking เป็นปัญหารุนแรงที่มาคู่กับระบบ Activated sludge ครับ ในการทำงานระบบบำบัดน้ำเสียช่วง 1-2ปีแรก ผมเจอปัญหานี้บ่อยมาก ปีหนึ่งเกิด 4-5 ครั้ง เรียกว่าเกิดตะกอนอืดกันเดือนเว้นเดือนกันเลยทีเดียว ลักษณะอาการของ Bulking คือการตกตะกอนช้ามาก ระดับการตกตะกอนในกระบอกตวง SV30 มากกว่า 500 ml หรือ SVI มากกว่า 200 ขึ้นไป  สำหรับสาเหตุการเกิดปัญหาและการแก้ไขปัญหาให้ได้ 100% นั้นไม่มีวิธีการที่แน่นอน แต่ก็มีแนวทางในการป้องกัน เช่น การควบคุม pH, DO ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม  รักษาธาตุอาหารให้พอดี  อย่าให้เกิด shock load ประมาณนี้ แต่ถึงแม้เราจะพยายามควบคุมกระบวนการให้ดี แต่โรคตะกอนไม่จม หรือ Sludge Bulking ก็อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี โดยเฉพาะระบบบำบัดที่มีน้ำเสียประเภทแป้ง หรือน้ำตาลสูง ซึ่งทำให้แบคทีเรียเส้นใย หรือ Filamentous เจริญเติบโตได้ดี

         ในกรณีที่เกิดตะกอนไม่จมแล้ว การแก้ไขอาจทำได้หลายวิธี ซึ่งก็อาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ได้ วิธีการต่างๆ เช่น

  • ปิด Aerator เป็นระยะสั้นๆ เพื่อทำลายแบคทีเรียเส้นใย
  • เติมคลอรีนที่ท่อตะกอนหมุนเวียน 10-20 มก/ล ต่อเนื่องหลายๆวัน เพื่อให้แบคทีเรียเส้นใย ถูกทำลายและขาดเป็นท่อนเล็กลง ทำให้การตกตะกอนดีขึ้น
  • ใช้สารเคมีช่วยตกตะกอน เช่น Ferric Chloride, Alum, Polymer

สำหรับผม ทางผู้ออกแบบระบบก็ได้ให้แนวทางในการตรวจสอบไว้และให้หาทางแก้ตามสาเหตุที่คาดว่าจะทำให้เกิดปัญหาดังนี้ครับ

  1. คุณลักษณะน้ำเสีย
    • ตรวจหาสารพิษโลหะหนัก ว่ามีเข้ามาในระบบหรือไม่
    • วิเคราะห์ Organic acid มีอะไรต่างไปจากเดิมหรือไม่
    • ตรวจสอบสมดุล N, P
  2. การควบคุมน้ำเข้า
    • ตรวจสอบ H2S ว่ามีเข้ามาในระบบหรือไม่
    • ตรวจสอบ F/M ratio
    • BOD loading แกว่งมากเกินไปหรือไม่
  3. ค่าควบคุมระบบ สามารถควบคุมได้ปกติหรือไม่
    • DO
    • pH
    • SRT retention time
    • Temperature

ท้ายนี้ผมเคยค้นหาข้อมูลการแก้ปัญหา Sludge bulking และพบเอกสารของ ผศ.พนาลี ชีวกิดาการ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)  ซึ่งท่านเขียนได้ครบถ้วนดีมากเลยทีเดียว เลยขอถือโอกาสแชร์ให้ทุกคนนะครับ มี 2 ฉบับ ลองเอาไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ

Activated Sludge วิธีการแก้ปัญหาตะกอนเบา ไม่จมตัว

Activated Sludge กับปัญหาแบคทีเรียเส้นใย

 

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated sludge

Activated sludge ระบบตะกอนเร่ง หรือมักเรียกกันว่าระบบเอเอส เป็นระบบบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพ ที่นิยมใช้อย่างมากในประเทศไทย โดยหลักการของระบบนี้จะอาศัยจุลินทรีย์แขวนลอย สำหรับย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย เป็นวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ

                ปฏิกิริยาชีวเคมีข้างล่างเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในขณะที่ตัวจุลชีพได้ทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย

สารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำเสียจะถูกใช้เป็นอาหาร เกิดการเจริญเติบโตขยายพันธุ์ของแบคทีเรีย  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลอยขึ้นไปในอากาศ ส่วนน้ำจะผสมออกไปกับน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว พลังงานก็จะถูกจุลินทรีย์ใช้ในการดำเนินชีวิต

Activated Sludge จะมีส่วนประกอบของระบบสำคัญ 4 ส่วน ดังรูปด้านล่าง  คือ ถังเติมอากาศ  ถังตกตะกอน  ระบบตะกอนหมุนเวียน และระบบระบายตะกอนทิ้ง

 

น้ำเสียจะถูกส่งมาเข้าที่ถังเติมอากาศ มีการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เช่น ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ , พีเอช , อุณหภูมิ เป็นต้น แบคทีเรียจะทำการลดค่าปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสียด้วยการย่อยสลายให้อยู่ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ น้ำเสียที่ถูกบำบัดแล้วจะไหลต่อไปยังถังตกตะกอนเพื่อแยกตะกอนจุลชีพออกจากน้ำใส  ตะกอนที่แยกตัวอยู่ที่ก้นถังตกตะกอนส่วนหนึ่งจะถูกสูบกลับไปยังถังเติมอากาศเพื่อลดสารอินทรีย์ที่เข้ามาใหม่ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นตะกอนส่วนเกินที่จะต้องน้ำไปทิ้ง  สำหรับน้ำใสส่วนบนจะเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วการนำตะกอนส่วนเกิน (excess sludge)ไปทิ้ง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาปริมาณจุลชีพในระบบให้มีค่าพอเหมาะ  โดยทั่วไป Activated Sludge ประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่า 90% จากประสบการณ์ Activated Sludge สามารถมีประสิทธิภาพได้มากกว่า 98%  ซึ่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะสามารถทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

7 ปัจจัยหลักที่มีต่อการทำงานของ Activated sludge

1. ความเข้มข้นของสารอินทรีย์ในน้ำเสีย

          ระบบมีอัตราส่วนของอาหารต่อจุลชีพสูงขึ้น (F/M Ratio สูง) จะทำให้จุลชีพเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนมีลักษณะเติบโตกระจายอยู่ทั่วไปไม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่ดี เป็นผลให้ตกตะกอนได้ไม่ดี น้ำออกขุ่นและมีปริมาณสารอินทรีย์เหลืออยู่สูง ในทางตรงกันข้าม ถ้าความเข้มข้นของสารอินทรีย์เข้าระบบน้อย จะทำให้มีอัตราส่วนของอาหารต่อจุลชีพต่ำลง (F/M Ratio ต่ำ) ทำให้จุลชีพเจริญเติบโตลดลง ตะกอนจุลชีพจะตกตะกอนได้เร็วแต่ไม่สามารถจับตะกอนเล็กๆตกลงมาได้หมด ทำให้น้ำที่ออกจากถังตกตะกอนขุ่น สำหรับ F/M ratio เป็นค่าควบคุมที่สำคัญมากตัวหนึ่ง ซึ่งผมพบว่าการแกว่งตัวของ F/M ในแต่ละช่วงเวลาส่งผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดเป็นอย่างมาก

2. อาหารเสริม

         อาหารเสริม ซึ่งได้แก่ ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส และเหล็ก ปกติแร่ธาตุเหล่านี้มีอยู่ครบในน้ำบ้างแล้ว การขาดอาหารเสริมที่สำคัญจะทำให้จุลชีพที่สร้างฟล้อคเติบโตได้ไม่ดี ซึ่งจะทำให้ตะกอนตกตะกอนได้ยากและเกิดเป็นชั้นอืดขึ้นมา ปรกติจะควบคุมให้ BOD : N : P : Fe เท่ากับ 100:5:1:0.5 ในการเติมอาหารเสริมวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำออกให้มีค่าแร่ธาตุต่างๆ เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการใส่ลงไปมากเกินไปจะเป็นการสิ้นเปลืองแล้ว และยังเป็นสารมลพิษซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป ซึ่งการเติมอาหารเสริมจะต้องทราบคุณสมบัติและปริมาณของน้ำเสียก่อน ว่าขาดธาตุใดจึงจะสามารถคำนวณได้ว่าควรจะเติมเท่าไร ถึงจะพอเหมาะ

3. ออกซิเจนละลายน้ำ

         ในถังเติมอากาศจะต้องมีการควบคุมปริมาณออกซิเจนละลายน้ำให้เหมาะสม ซึ่งในแต่ละที่จะควบคุมแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการออกแบบ ซึ่งปริมาณความเข้มข้นของออกซิเจน ละลายน้ำจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ที่อุณหภูมิสูงค่าการละลายน้ำอิ่มตัวจะต่ำ ทำให้ต้องใช้ออกซิเจนมากกว่าที่อุณหภูมิต่ำ และค่าออกซิเจนละลายหรือ DO เป็นคาควบคุมอีกตัวหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับระบบบำบัดแบบใช้ออกซิเจน โดยถ้าระบบมีปัญหา เช่น เครื่องเติมอากาศพังทำให้การเติมอากาศไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดเป็นอย่างมาก

4. ระยะเวลาในการบำบัด

         ระยะเวลาในการบำบัดน้ำเสียในถังเติมอากาศจะต้องมากเพียงพอต่อการย่อยสลายสารอินทรีย์ หากระยะเวลาในการบำบัดต่ำเกินไป สารที่ย่อยสลายยากจะถูกย่อยไม่ถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งจะทำให้มีค่าปริมาณสารอินทรีย์เหลืออยู่ในน้ำในปริมาณสูง ซึ่งระยะเวลาในการบำบัดจะถูกออกแบบมาตั้งแต่แรกว่าใช้เวลาในการบำบัดเท่าไร ถ้าหากว่าปริมาณน้ำเสียเปลี่ยนแปลงไปจากค่าออกแบบ ก็ต้องมาทบทวนว่าระยะเวลาในการบำบัดเพียงพอหรือไม่ ต้องสร้างถังเก็บน้ำเพิ่มหรือต้องขยายระบบบำบัดเพิ่ม

5. ค่าความเป็นกรด – ด่าง  

แบคทีเรียจะเจริญได้ดีที่ค่า pH ระหว่าง 6.5 – 8.5  โดยปกติที่ผมใช้ควบคุมอยู่ในช่วง 6.9-7.3

6. สารเป็นพิษ

         สารเป็นพิษ แบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือแบบพิษเฉียบพลัน ซึ่งจุลชีพจะตายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และแบบพิษออกฤทธิ์ช้า ซึ่งจุลชีพจะค่อยๆตาย พิษเฉียบพลันสามารถดูได้เนื่องจากเกิดผลรวดเร็ว สารพิษจำพวกนี้ได้แก่ ไซยาไนด์ อาร์เซนิค เป็นต้น สำหรับสารพิษออกฤทธิ์ช้า เช่น ทองแดง และโลหะหนักต่างๆ จุลชีพจะสะสมเอาไว้ภายในเซลล์จนตายในที่สุด นอกจากนั้นอาจจะเกิดจากสารอินทรีย์ก็ได้ เช่น แอมโมเนียซึ่งมีค่าความเข้มข้นสูงเกิน 500 mg./l.

7. อุณหภูมิ

โดยทั่วไปควรคุมอุณหภูมิไม่เกินประมาณ 37 o C ถ้ามากกว่านั้นอุณหภูมิจะร้อนเกินไปจนจุลชีพเจริญเติบโตน้อยลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งระบบที่ผมดูแลอยู่เคยเดินระบบที่ 41-42°C ในช่วงหน้าร้อนได้โดยที่ไม่มีปัญหา ซึ่งในแต่ละปีก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และก็ต้องหาทางที่จะติดอุปกรณ์ช่วยลดอุณภูมิลงครับ

เอกสารอ้างอิง

ดร.มั่นสิน ตัณฑุลเวศน์  การควบคุมระบบแอ็คฑิเว็ตเต็ดสลัดจ์

ตำราระบบบำบัดมลพิษทางน้ำ โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม

กฎหมายควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน

กฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน  พ.ศ. 2559

         กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีเหตุผลว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมการปนเปื้อนของสารปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน จึงกำหนดให้มีหลักเกณฑ์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ในกฎหมายได้ให้คำนิยามของ “ การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน” ว่า การที่ดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน

มีสารปนเปื้อนสะสมในปริมาณที่ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิต หรือมีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

ต่อสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม   และสารปนเปื้อนที่ระบุไว้ มี 5 ชนิดได้แก่

 (1) สารอินทรีย์ระเหยง่า (2) โลหะหนัก  (3) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์  (4) สารที่มีลักษณะและคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (5) สารอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ซึ่งโรงงานที่กำหนดในท้ายกฎกระทรวงนี้ มีทั้งหมด 12 ประเภทโรงงาน จะ ต้องตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และจัดการให้การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินต้องไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับการตรวจสอบและส่งรายงานนั้น สามารถแยกได้เป็น 2 กรณี คือ

  1. โรงงานใหม่
    • ตรวจก่อนเริ่มประกอบกิจการโรงงาน โดยเก็บรายงานผลการตรวจสอบไว้
    • ตรวจเมื่อครบกำหนด 180 วัน นับแต่วันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน โดยส่งรายงานผลการตรวจสอบภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ตรวจ   พร้อมส่งผลการตรวจก่อนเริ่มประกอบกิจการโรงงานด้วย
  2. โรงงานที่ตั้งก่อนที่กฎหมายจะประกาศ
    • ตรวจภายใน 180 วันนับแต่กฎกระทรวงใช้บังคับ โดยส่งรายงานผลการตรวจภายใน 180 วันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจสอบ
  • ตรวจเมื่อครบกำหนด 180 วันนับแต่วันที่ได้ตรวจสอบในครั้งแรก โดยส่งรายงานผลการตรวจภายใน 180 วันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจ

นอกจากนี้ทุกโรงงานต้องตรวจคุณภาพดินทุก 3 ปี และตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินทุก 1  ปี  โดยจัดส่งรายงานภายใน 120 วันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจสอบ

 

 

ถัดมา ได้มีกฎหมายใหม่ออกมาอีกฉบับได้แก่

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน การแจ้งข้อมูล รวมทั้งการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และรายงานเสนอมาตรการควบคุมและมาตรการลดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน พ.ศ. 2559

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 โดยมีการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ที่โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องปฏิบัติตาม อาทิเช่น

  • ต้องแจ้งข้อมูลสารเคมีที่ใช้หรือเก็บรักษาภายในโรงงาน แผนผังแสดงจุดเก็บตัวอย่างและบ่อสังเกตการณ์ และข้อมูลอื่นที่จำเป็นตามภาคผนวกที่ 3 ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงาน
  • โรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ให้ยื่นข้อมูลและแผนผัง ฯภายใน 29 พฤษภาคม 2560 หรือภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้
  • โรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ให้ยื่นข้อมูลและแผนผัง ฯภายใน 180 วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน
  • ต้องแจ้งข้อมูลและแผนผังฯ ครั้งต่อไปพร้อมกับการขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทุกครั้ง
  • ต้องแจ้งข้อมูลและแผนผังฯ ทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมการใช้สารปนเปื้อนภายในโรงงาน
  • ตารางเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน(ภาคผนวกที่ 1)
  • วิธีคำนวณเกณฑ์การปนเปื้อนดินภายในบริเวณโรงงาน(ภาคผนวกที่ 2)
  • ตารางบัญชีรายชื่อสารปนเปื้อนและการจำแนกความเป็นอันตรายของสารปนเปื้อน(ภาคผนวกที่ 3)
  • กำหนดแบบรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินให้(ภาคผนวกที่ 4)
  • มาตรการควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินและมาตรการลดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน(ภาคผนวกที่ 5)
  • หลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินภายในโรงงาน(ภาคผนวกที่ 6)

 

สำหรับท่านใดที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ก็ลองศึกษาดูนะครับ มีรายละเอียดค่อนข้างมาก

โดยตอนนี้ทางสำนักเทคโนโลยีน้ำและสิ่งแวดล้อมโรงงาน ได้จัดคู่มือการสำรวจและตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางการการปฏิบัติงาน ใครที่เกี่ยวข้อง ลองโหลดไปอ่านดูครับ

  1. กฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน 29 เมษายน 59
  2. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน 29 พ.ย.59
  3. คู่มือการสำรวจและตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน

ค่าสี ADMI มาตรฐานใหม่ตามกฎหมาย

ค่าสี ADMI มาตรฐานใหม่ ตามกฎหมายสำหรับวัดค่าสีในน้ำทิ้ง

          จากการกำหนดค่าสีในน้ำทิ้ง ให้มีค่าสี (Color) ไม่เกิน 300 เอดีเอ็มไอ โดยประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรม  โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่  07 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปนั้น

          ก่อนอื่นมาทบทวนความเข้าใจก่อนว่า สีของน้ำเกิดจากอะไร สีของน้ำเกิดจากการปนเปื้อนของสารต่างๆ ทั้งที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ทั้งที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ โดยที่สีนั้นสามารถถูกกำจัดออกได้เพื่อทำให้น้ำเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์  ปัจจุบันมีการวัดค่าสี อยู่หลายหน่วย เช่น หน่วยโลวิบอนด์(Lovibond unit) หน่วยอะฟา(APHA unit) หน่วยแพลตินัมโคบอลต์(Platinum-cobalt unit) และหน่วยเอดีเอ็มไอ(ADMI unit) ซึ่งในการวัดค่าสีในน้ำตัวอย่างนั้นจะต้องกระทำทันทีหลังจากเก็บน้ำตัวอย่าง แต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ทันทีให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส และโดยทั่วไปการวัดค่าสีจะเป็นการวัดค่าสีจริง คือ สีที่ได้หลังจากการกำจัดเอาสารแขวนลอยออกแล้ว ซึ่งการกำจัดสารแขวนลอยออกนั้น ก็มีใช้กัน 2 วิธี คือ 1) วิธีการกรอง Filtration system ผ่าน calcined filter aids และ micrometallic filter crucible ขนาด 40 um 2)วิธีการหมุนเหวี่ยง Centrifuge system

 

การวัดค่าสีในหน่วย ADMI

ADMI ย่อมาจาก American Dye Manufacturers Institute ถือเป็นหน่วยมาตรฐานในการวัดค่าสี เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของสีย้อม (Dye) และเม็ดสี (Pigment) ในน้ำ  โดยการวัดค่าสีในหน่วย Platinum-Cobalt จะวัดค่าสีเฉพาะหน่วยสีที่เป็นสีเหลือง (Yellow) เท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับการวัดค่าสีในแหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากน้ำจากแหล่งน้าธรรมชาติมักจะมีเฉดเป็นสีเหลืองถึงสีส้ม ในขณะที่การวัดค่าสีในหน่วย ADMI จะตรวจวัดปริมาณของสี (Color Value) ในทุกหน่วยสี ไม่เน้นที่สีใดสีหนึ่งโดยการตรวจวัดจะเป็นไปตามข้อกาหนดของมาตรฐาน EPA เลขที่ 110.1

หลักการตรวจวัดค่าสีในหน่วย ADMI เนื่องจากการวัดค่าสีในหน่วย ADMIมีการตรวจวัดค่าสีในทุก ๆหน่วยสี ดังนั้น จึงมีความสลับซับซ้อนกว่าการวัดค่าสีในหน่วย Platinum-Cobaltการวัดค่าสีในหน่วย ADMI ใน Standard Method for Examination of Water & Wastewaterมี 2 วิธีมาตรฐาน ดังนี้

  • APHA 2120E ADMI TristimulusFilter method
  • APHA 2120F ADMI Weighted-Ordinate Spectrophotometer

โดยทั้ง 2 วิธีมาตรฐานดังกล่าว เป็นการวิเคราะห์ค่าสีด้วยเครื่อง Spectrophotometer ที่ความยาวคลื่น 400-700nmซึ่งเป็นการวัดค่าสีที่แท้จริง โดยวัดปริมาณเม็ดสีตั้งแต่เฉดสีม่วงถึงเฉดสีแดง

          เราคงต้องเตรียมความพร้อมแล้วละครับ  เริ่มจากการตรวจสอบวิธีการวัดค่าสีของเราว่าเป็นอย่างไร  สามารถปรับเปลี่ยนวิธีให้สอดคล้องกับกฎหมายได้หรือไม่  เครื่องวัดสีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนหน่วยเป็น ADMI ได้หรือไม่  หรือจำเป็นจะต้องซื้อเครื่องวัดสีใหม่ หรือเลือกที่จะส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์กับห้องวิเคราะห์เอกชนต่างๆ ก็ต้องเลือกกันตามความเหมาะสมของแต่ละโรงงานครับ

 

ที่มาของเนื้อหาบางส่วน:  Measurement of color in waste water by Assoc. Prof. Dr. Jaroon  Jakmunee

Department of Chemistry and Center of Excellence for Innovation in Chemistry, Faculty of Science, Chiang Mai University

กระบวนการบำบัดน้ำเสีย

กระบวนการบำบัดน้ำเสีย

กระบวนการบำบัดน้ำเสีย มีหลายแบบ สำหรับผมเองได้ทำสรุปคร่าวๆไว้ สำหรับเป็นเอกสารในการอบรมพนักงานใหม่ รวมทั้งพนักงานที่ไม่ได้อยู่ในส่วนบำบัดน้ำเสียด้วย  จึงไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดหรือจำเพาะเจาะจงมากมายครับ แต่สำหรับพนักงานที่รับมาดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย ต้องมีความเข้าใจมากกว่านี้ ก่อนที่จะอธิบายเจาะลึกในระบบที่ใช้งานอยู่นะครับ

กระบวนการบำบัดน้ำเสีย แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่

1.กระบวนการบำบัดน้ำเสียทางกายภาพ

ใช้ในการกำจัดของแข็งขนาดใหญ่  เช่น  เศษผ้า  กระดาษ  พลาสติก  เศษอาหาร ฯลฯ  / กรวด  ทราย /ไขมัน  น้ำมัน  (ที่ไม่ละลายน้ำ)  ตัวอย่างเช่น  ตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียด  ถังดักกรวดทราย เพื่อป้องกันปั๊มสึกกร่อนและการขัดสีจากกรวดทราย  ถังดักไขมันและน้ำมัน อาศัยความถ่วงจำเพาะของน้ำมันซึ่งน้อยกว่าน้ำ น้ำมันและไขมันจึงลอยบนผิวน้ำ และทางออกจะจุ่มตัวอยู่ใต้น้ำ บางครั้งการแยกน้ำมันหรือไขมันอาจจะใช้วิธีทำให้ลอย   ถังตกตะกอนขั้นต้น จะตกตะกอนของแข็งหรือสารแขวนลอยที่ผ่านตะแกรงมาได้

  1. กระบวนการบำบัดน้ำเสียทางเคมี

ใช้เมื่อน้ำเสียมีลักษณะมีกรดหรือด่างสูงเกินไป  (พีเอชต่ำหรือสูงเกินไป)มีสารแขวนลอยขนาดเล็กที่ตกตะกอนได้ยาก         มีสารประกอบอนินทรีย์ละลายน้ำที่เป็นพิษ  เช่น  ซัลไฟต์        มีโลหะหนักที่เป็นพิษ  เช่น  สังกะสี  ดีบุก  ฯลฯ –มีไขมันหรือน้ำมันละลายน้ำ ตัวอย่างของระบบบำบัดเคมี ได้แก่

  • กระบวนการโคแอกกูเลชัน เป็นการประสานคอลลอยล์ที่มีขนาด 0.1-1 นาโนเมตร โดยการเติมสารโคแอกกูแลนต์ เช่น สารส้ม ทำให้คอลลอยล์รวมตัวกันกลายเป็น ฟล็อก จนมีน้ำหนักมาก ส่วนประกอบที่สำคัญมี 2 ส่วน คือถังกวนเร็ว และถังกวนช้านอกจากนี้อาจมีการเติมสารโคแอกกูแลนต์เอต ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงเพื่อให้ฟล็อกมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก
  • การตกตะกอนผลึก (Precipitation)  มักใช้ตกตะกอนโลหะหนักโดยการเติมสารเคมีเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้ไอออนบวก และลบรวมกันเป็นของแข็งที่ไม่ละลายน้ำ เช่นโลหะพวกสังกะสี ทองแดง ตะกั่ว แคดเมียม จะตกผลึกได้ที่ pH สูงโดยการเติมปูนขาว หรือโซดาไฟ
  • การทำให้เป็นกลางหรือการปรับพีเอช (Neutralization)
  • การแลกเปลี่ยนไออน (Ion  Exchange)สามารถกำจัดไอออนประจุบวกและลบได้ โดยการใช้สารแลกเปลี่ยนได้แก่ ซีโอไลต์ และเรซินประจุบวกในน้ำจะแลกเปลี่ยนกับไฮโดรเจนไอออน หรือไอออนของโซเดียม ส่วนประจุลบจะเปลี่ยนกับไฮดรอกไซด์ไอออนเรซินทุกชนิดเมื่อใช้ไปในระยะเวลาหนึ่งจะหมดสภาพ จึงต้องมีการฟื้นฟูสภาพหรือ regeneration หน้าที่ของกระบวนการแลกเปลี่ยนไอออน คือ การกำจัดไอออนต่างๆ ออกจากน้ำ  เช่น  Ca2+  Mg2+  SO4  Ci และการทำให้ไอออนต่างๆมีความเข้มข้นสูงมากๆ
  • ออกซิเดชัน-รีดักชัน (Oxidation-Reduction) ใช้ในกรณที่ต้องการกำจัดสารพิษในน้ำ ซึ่งไม่สามารถใช้การตกผลึกได้ จึงต้องมีการเติมสารเคมีบางชนิดเพื่อทำให้สารพิษเปลี่ยนกลายเป็นสารที่ไม่มีพิษ หรือมีพิษลดลง เช่นใช้ก๊าซคลอรีนกำจัดไซยาไนด์
  1. กระบวนการบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพ

การบำบัดน้ำเสียด้วยแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Treatment)

  • กระบวนการเอเอสแบบธรรมดา (Conventional  Activated  Sludge) จะมีถังเติมอากาศและถังตกตะกอน และมีการเติมอากาศ โดยปกติจะมีอายุตะกอนประมาณ 5-10 วัน มักจะเกิดตะกอนเป็นปริมาณมาก ทำให้ต้องมีระบบกำจัดตะกอน
  • กระบวนการเอเอสแบบยืดเวลา (Extended  Aeration  Activated  Sludge) จะควบคุมให้อายุตะกอนนานมากขึ้นเพื่อให้           เกิดการย่อยตัวเอง มีผลทำให้ตะกอนเกิดน้อยลง
  • กระบวนการคูวนเวียน (Oxidation  Ditch  Process) ใช้หลักการเดียวกับกระบวนการยืดเวลาแต่ลักษณะของถังจะเป็นคูหรือคลองที่สร้างให้เป็นรูปวงรี ทำให้น้ำสามารถหมุนเวียนไปโดยรอบ
  • กระบวนการเอเอสแบบปรับเสถียรสัมผัส (Contact  Stabilization  Activated  Sludge)จะแบ่งถังเติมอากาศออกเป็นสองถังอิสระจากกัน โดยถังแรกจะปั๊มตะกอนจากถังตกตะกอนมาเติมอากาศเพื่อปรับสภาพก่อนจะเติมน้ำเสียในถังสอง
  • บ่อหรือสระเติมอากาศ (Aerated  Lagoon) มักเป็นบ่อดินขนาดใหญ่และเติมอากาศด้วยเครื่องเติมอากาศแบบลอยแตไม่มีถังตกตะกอน
  • ระบบเอสบีอาร์ (Sequencing  Batch  Reactor, SBR) ใช้สำหรับน้ำเสียที่มีน้อยหรือไหลเป็นบางช่วง มักใช้ถังเติมอากาศและถังตกตะกอนภายในถังเดียวกัน
  • ระบบโปรยกรอง (Trickling  Filter) จุลินทรีย์จะเติบโตบนตัวกลาง โดยน้ำเสียจะผ่านตัวกลาง จุลินทรีย์ที่เกาะบนตัวกลางจะย่อยสลายสารอินทรีย์โดยใช้ออกซิเจนน้ำที่ผ่านระบบจะถูกส่งไปถังตกตะกอนต่อไ
  • ระบบแผ่นหมุนชีวภาพ (Rotating  Biological  Contactor)ใช้หลักการเดียวกับระบบโปรยกรองแต่ตังกลางจะเกาะอยู่กับจานหมุน โดยแผ่นจะจมน้ำประมาณ 40% การหมุนจะทำให้จุลินทรีย์สัมผัสน้ำเสียและเกิดการกำจัด และสัมผัสกับอากาศเมื่อหมุนขึ้นมาด้านบน ในขณะเดียวกันการหมุนจะทำให้ฟิลม์ชีวภาพ       หลุดไปกับน้ำและเป็นการลดความหนาไปด้วย

การบำบัดน้ำเสียด้วยกระบวนการไร้ออกซิเจน  (Anaerobic Treatment)

  • บ่อแอนแอโรบิกหรือบ่อเหม็น (Anaerobic  Ponds)  บ่อดินขนาดใหญ่ที่มีความลึก3-4 เมตร  และไม่มีฝาปิด  มีเวลากักน้ำนานหลายวัน
  • ถังย่อยสลัดจ์แบบธรรมดา (Conventional  Anaerobic  Digester)  ระบบประกอบด้วยถังปฏิกิริยาซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตมีฝาปิดเพื่อเก็บความร้อน  กลิ่น และก๊าซ  บนฝามีทางระบายก๊าซที่เกิดขึ้น
  • ถังย่อยแบบสัมผัส (Anaerobic  Contact)  ถังย่อยแบบสัมผัสเป็นถังย่อยที่ดัดแปลงมาจากถังหมักชนิดอัตรากำจัดสูง  ถังปฏิกิริยาแบบมีการหมุนเวียนสลัดจ์ หรือไม่มีก็ได้  เป็นระบบเอเอสแบบไร้ออกซิเจน
  • ถังย่อยแบบแยกเชื้อ
  • ถังกรองไร้อากาศ (Anaerobic  Filter)
  • ระบบชั้นลอยตัวไร้ออกซิเจน (Anaerobic  Fluidized  Bed, AFB)
  • ระบบยูเอเอสบี (Up flow  Anaerobic  Sludge  Blanket, UASB)
  • ระบบแผ่นหมุนชีวภาพไร้ออกซิเจน (Anaerobic  Rotating  Biological  Contactor, AnRBC)

ความด้อยเสถียรภาพของกระบวนการไร้ออกซิเจน

1.ความจำเป็นที่ต้องมีแบคทีเรีย  2  ประเภท  อาศัยอยู่ร่วมกัน  และต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นอย่างมาก

2.ความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของแบคทีเรียทั้งสองประเภทอยู่ในระดับต่างกัน  โดยแบคทีเรียที่สร้างกรดจะมีความสามารถสูงกว่าแบคทีเรียที่สร้างทีเทน

– ระบบบ่อเสถียร  (Stabilization  Ponds)

1.บ่อแอโรบิก  (Aerobic  Ponds)

2.บ่อแฟคัลเททีฟ  (Facultative  Ponds)

3.บ่อเหม็นหรือบ่อแอนแอโรบิก (Anaerobic Ponds)

  1. บ่อบ่ม ( Maturation Ponds)

ระบบบำบัดน้ำเสียแต่ละแบบก็มีความยากในการควบคุมดูแลต่างกันไป  นอกจากนี้โอกาสที่จะได้เห็นหรือไปดูแลระบบหลายๆแบบก็ยาก ถ้าไม่ได้ทำงานที่ปรึกษาหรือออกแบบระบบ และเท่าที่เห็นในโรงงานอุตสาหกรรมในไทยน่าจะมีที่นิยมใช้กัน หลักๆสำหรับระบบแบบชีวภาพก็มี กระบวนการเอเอส  (Activated  Sludge)  ระบบยูเอเอสบี  (Up flow  Anaerobic  Sludge  Blanket, UASB)  ระบบโปรยกรอง  (Trickling  Filter)

ในยุคนี้สามารถสืบค้นข้อมูลได้มากมายครับ อยากรู้หรืออยากเห็นหน้าตาระบบไหน สามารถสอบถาม google ได้เลย  ผมเองก็ใช้เป็นประจำ  ที่ผมสรุปมาเอาไว้ใช้แค่เพียงพอต่อการทำงานเท่านั้นครับ

งานสิ่งแวดล้อม ทำงานอะไร

งานสิ่งแวดล้อมมีอะไรบ้าง  เรียนสิ่งแวดล้อมมาทำงานอะไร  จะมีงานทำมั้ย  เงินเดือนเท่าไร

มเป็นคนหนึ่งที่เคยมีคำถามเหล่านี้ในใจ  ไม่เลยถามใครและไม่รู้จะถามใครเพราะไม่มีคนรู้จักเรียนด้านนี้ รุ่นพี่มาแนะแนวการศึกษาต่อก็บอกได้นิดหน่อยว่าเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง  สมัยตอนเรียนมัธยมปลาย ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ด้วย  แล้วทำไมผมเลือกเรียนด้านสิ่งแวดล้อมละ  ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้หรอกว่าเรียนอะไร และจบไปแล้วทำงานอะไร จริงๆไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากนิสัยส่วนตัวชอบเรื่องการอนุรักษ์  จึงมีความสนใจด้านนี้เป็นพิเศษ และชื่อสาขามันโดนใจ  ผมเลยเลือกเลยตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าจะสอบติดคณะนี้รึเปล่า  แล้วก็ได้มีโอกาสร่ำเรียนจนจบออกมาจริงๆ

จบสาขาสิ่งแวดล้อม แล้วทำงานอะไร หางานทำยากมั้ย  นั่นสิตอนที่จบมาใหม่ๆก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำงานอะไร  แต่ก็ไฟแรงอยากทำงานออกแบบระบบบำบัด แต่ก็ไม่มีใครรับ(จบมาเกรดก็ไม่ดี แถมไม่มีประสบการณ์) เดินหางานอยู่หลายเดือนเหมือนกันแต่ในที่สุดก็ได้ทำงานในสาขาที่ร่ำเรียนมาจนถึงทุกวันนี้(เริ่มอยากเปลี่ยนงานละ)

ในบทความนี้ผมเลยลองรวบรวมงานต่างๆทิ่มีความต้องการคนที่เรียนสาขาสิ่งแวดล้อม แยกตามความคิดผมเองนะครับ มีดังนี้ครับ

1. งานราชการ หลายหน่วยงานของภาครัฐ ยังคงมีความต้องการผู้ที่เรียนสาขาสิ่งแวดล้อมเป็นร่วมงาน อาทิเช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า สำนักสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก หรือแม้แต่หน่วยงานท้องถิ่นอบต.  เทศบาล หรือส่วนราชการประจำจังหวัด

2. งานควบคุมระบบบำบัดต่างๆ เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบผลิตน้ำดี ระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ระบบบำบัดกากอุตสาหกรรม ตามโรงงานต่างๆ หรือหน่วยราชการ ควรมีใบรับรองนะ ต้องไปสอบให้ได้ใบอนุญาตผู้ควบคุมของกรมโรงงอุตสาหกรรม

3. งานบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งจะมีขอบเขตของงานครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ ติดตั้ง ดูแล ให้คำปรึกษา แก่โรงงาน หน่วยงานหรือบริษัทต่างๆที่เป็นลูกค้า ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาก็มีมากมายครับ

4. งานวิเคราะห์ หรืองานตรวจสอบในห้องทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็มีบริษัทที่รับตรวจวัดค่าต่างๆ หลายบริษัท ซึ่งลักษณะงานก็อาจจะแยกย่อยเป็นผู้วิเคราะห์ตัวอย่าง หรือเป็นผู้ไปเก็บตัวอย่างตามโรงงานต่างๆเป็นต้น

5. พนักงานขายและบริการลูกค้า เช่น อุปกรณ์เครื่องมือวัดต่างๆ สารเคมีที่ใช้ในระบบบำบัด เป็นต้น งานประเภทนี้ค่อนข้างแข่งขันกันหนัก หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่เชื่อมั้ยว่าได้ค่า commission เยอะนะ อุปกรณ์หรือเครื่องมือวัด เครื่องจักรบางประเภทถ้าขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่กำลังจะขยายกำลังการผลิต สั่งซื้อแต่ละครั้งก็ไปหลักล้านบาทขึ้นไป แถมยังมีอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนเป็นประจำตามระยะเวลาอีก ซึ่งถ้าเลือก supplier ไหนแล้ว  เรียกได้ว่าอยู่กันยาวๆไปเลย ถ้าบริการดีๆก็จะมีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มได้อีกเรื่อยๆ

6. งานระบบ ISO14001 ซึ่งบริษัท หรือโรงงานต่างๆ

7. งานที่ปรึกษาประเภททำรายงานหรือทำโครงการ เช่น IEE, EIA ผมแยกงานนี้ออกมาเพราะว่า หลายๆบริษัทก็จะรับทำงานแบบนี้อย่างเดียว โดยถ้ามีงานวิเคราะห์ตัวอย่างร่วมด้วยก็จะไปว่าจ้างอีกบริษัทหนึ่งมารับช่วงงานต่อ

8. Freelance งานอิสระ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมพบว่ามีหลายคนรับงานประเภทนี้เยอะขึ้น ซึ่งงานประเภทนี้ได้แก่ รับทำรายงานต่างๆส่งหน่วยงานราชการ รับดูแลระบบบำบัดต่างๆ รับขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมให้กับบริษัทต่างๆ โดยการทำสัญญาเป็นรายปี หรือแม้แต่รับเป็นวิทยากรอิสระ เข้าไปจัดอบรมตามสถานที่ต่างๆ

 

เห็นมัยครับว่างานสาขาสิ่งแวดล้อมก็มีมากมาย รึบางคนอาจจะเรียนต่อให้สูงขึ้นเพื่อเป็นครูอาจารย์ หรือ เป็นนักวิจัยที่จำเพาะเจาะจงก็ได้ครับ  แล้วแต่เส้นทางที่เราชอบและเลือกที่จะเป็น

 

อย่างไรก็ตามผมเองก็ไม่อยากให้ทุกท่านจำกัดขอบเขตของงานเท่าที่มีในรายการด้านบนนี้เท่านั้น  ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองเข้าไปสัมผัสทำงานต่างๆดูก่อน  เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะชอบงานนั้นหรือไม่ หรือเราจะสามารถทนอยู่กับงานนั้นตลอดทั้งวัน เป็นเดือน เป็นปีได้หรือไม่ จนกว่าเราจะได้ทำมันจริงๆ