พลาสติกที่รีไซเคิลได้

ทุกท่านทราบหรือไม่ครับ ว่าพลาสติกที่สามารถขายได้ เพราะสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้นั้นเป็นแบบไหน และเราจะรู้ได้ยังไง? เมื่อหลายวันก่อนมีการจัดทำถังขยะใหม่สำหรับใช้ในโรงงาน ก็เลยกลับมาทบทวนวิธีการแยกขยะครับ บทความนี้เลยถือโอกาสนำเรื่องพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้มาฝากกันครับ

ก่อนอื่นมารู้จักพลาสติกกันก่อนครับ พลาสติกนั้นสามารถแยกได้  2 ชนิด คือ ชนิดเทอร์โมเซตติง (Thermosetting) มีรูปทรงถาวร ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  เช่น ชามเมลามีน  และชนิดเทอร์โมพลาสติก (Thermo plastic) จะอ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อนและสามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้

โดยพลาสติกที่สามารถใช้ในการรีไซเคิลนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 7 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีสัญลักษณ์รีไซเคิล คือ หมายเลขชนิดและตัวอักษรภาษาอังกฤษกำกับไว้(ดูภาพประกอบด้านบน)  

ได้แก่

เบอร์ 1 โพลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET หรือ PETE) มีความใส  มีความยืดหยุ่นสูงและป้องกันการซึมผ่านได้ มักใช้ทำขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำมันพืช สามารถนำมารีไซเคิลเป็น เส้นใยสำหรับทำเสื้อกันหนาว พรม ใยสังเคราะห์ ถุงหูหิ้ว กระเป๋า และขวด

เบอร์ 2 โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ใช้ทำขวดนม น้ำผลไม้ โยเกิร์ต บรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำยาทำความสะอาด ครีมทาผิวต่างๆ  ยาสระผม แป้งเด็ก ถุงหูหิ้ว สามารถนำมารีไซเคิลเป็นขวดใส่น้ำยาซักผ้า ขวดน้ำมันเครื่อง ท่อHDPE  ลังพลาสติก ไม้เทียมใช้ทำรั้วหรือม้านั่งในสวน

เบอร์ 3 โพลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ชนิดนี้เราคุ้นเคยกันมากได้แก่ ท่อน้ำประปา สายไฟฟ้า  กระเป๋าหนังเทียม  ประตูพีวีซี หน้าต่าง วงกบ สายยางใส แผ่นฟิล์มสำหรับห่ออาหาร ม่านห้องน้ำ กระเบื้องยาง แผ่นพลาสติกปูโต๊ะ             พลาสติกชนิดโพลิไวนิลคลอไรด์ สามารถนำมารีไซเคิลเป็น ท่อน้ำประปาหรือรางน้ำสำหรับการเกษตร กรวยจราจร เฟอร์นิเจอร์ ม้านั่งพลาสติก ตลับเทป เคเบิล แผ่นไม้เทียม เป็นต้น

เบอร์ 4 โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDPE) มีความยืดหยุ่นสูง  เหนียว  ไม่มีกลิ่น  ไม่มีสี  เป็นพลาสติกที่เหมาะสำหรับนำมาเป็นถังใส่อาหารแช่แข็ง ใช้ทำแผ่นฟิล์มสำหรับห่ออาหาร ถุงใส่ขนมปัง ถุงเย็นสำหรับบรรจุอาหาร พลาสติกชนิดนี้ไม่เหมาะที่จะบรรจุอาหารร้อน  สามารถนำมารีไซเคิลเป็นถุงดำสำหรับ ใส่ขยะ ถุงหูหิ้ว ถังขยะ กระเบื้องปูพื้น เฟอร์นิเจอร์ แท่งไม้เทียม

เบอร์ 5 โพลิโพรพิลีน (PP) ความยืดหยุ่นสูง  ทนสารเคมี  และสามารถใช้งานกับอุณหภูมิที่สูงถึง  175  องศาเซลเซียส เป็นพลาสติกที่เหมาะสำหรับทำถุงร้อนบรรจุอาหาร  หรือผลิตกล่องบรรจุอาหารสำหรับนำเข้าไมโครเวฟ  ใช้ทำกล่อง ชาม จาน ตะกร้า กระบอกใส่น้ำ ขวดซอส แก้วโยเกิร์ต ขวดบรรจุยา สามารถนำมารีไซเคิล เป็นกล่องแบตเตอรี่ในรถยนต์ ไม้กวาด พลาสติก แปรง ชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น กันชน ไฟท้าย

เบอร์ 6 โพลิสไตรีน (PS) สามารถใช้งานกับอุณหภูมิตั้งแต่  -10  องศาเซลเซียส  ถึง  80  องศาเซลเซียส ง่ายต่อการขึ้นรูป  สามารถพิมพ์สีสัน  และลวดลายให้สวยงามได้ จึงเป็นพลาสติกที่เหมาะสำหรับทำเป็น  โฟม  กล่อง  ถ้วย  และจาน  เทปเพลง สามารถนำมารีไซเคิลเป็นไม้แขวนเสื้อ ไม้บรรทัด แผงสวิตช์ไฟ ฉนวนกันความร้อน

เบอร์ 7 พลาสติกชนิดอื่นๆ (OTHER) นอกจาก 6 ชนิดข้างต้น หรือผลิตจากพลาสติกหลายชนิด

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Plastic_recycling และ Cement & Concrete Research Laboratory มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

 

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ คราวหน้าก่อนทิ้งขยะพลาสติกอ่านฉลากข้างขวดดูสักนิดว่าเป็นชนิดใด

และสุดท้าย ช่วยกันรณรงค์แยกขยะก่อนทิ้งนะครับ

คำคมสร้างแรงบันดาลใจ จากหนังสือน่าอ่าน 9 เล่ม

  • จากหนังสือ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก The Magic of Thinking Big

“ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่จะเป็นคนคิดเล็ก”

“ความศรัทธานั้นสามารถเคลื่อนได้แม้กระทั่งภูผา”

“จงสร้างความมั่นใจ และทำลายความกลัวโดยการปฏิบัติ”

  • จากหนังสือ วิถีผู้นำสู่ความสำเร็จ

“จงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง”

“ต้นไม้สูงใหญ่ ถือกำเนิดจากหน่ออ่อน หอสูงเก้าชั้นเกิดจากดินหนึ่งกอง การเดินทางพันลี้เริ่มที่ก้าวแรก”

  • จากหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People

“หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตเพียงเล็กน้อยจงเปลี่ยนพฤติกรรม

แต่หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จงเปลี่ยนกรอบความคิด”

 

  • จากหนังสือ Think and Grow Rich

“คนที่ยอมแพ้ไม่เคยชนะ และผู้ชนะไม่เคยยอมแพ้”

“ความสำเร็จไม่ต้องการคำอธิบาย ความล้มเหลวไม่ยอมรับคำแก้ตัว”

  • จากหนังสือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป Who Moved My Cheese?

“จงมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง”

  • จากหนังสือ พ่อรวยสอนลูก เงินสี่ด้าน Rich Dad’s Cash flow Quadrant

“ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คนที่ไม่เคยประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่เคยล้มเหลว”

  • จากหนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน Secrets of the Millionaire Mind

“ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ก็ต้องเต็มใจยอมปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ

แล้วนำวิธีคิดแบบใหม่เข้ามาสู่ชีวิต”

 

  • จากหนังสือ กินกบตัวนั้นซะ Eat That Flog

“จงเริ่มต้นคิดแล้วความคิดจะไหลลื่น จงลงมือทำแล้วงานนั้นจะเสร็จลุล่วง”

“บางทีคำที่สำคัญที่สุดในโลกของการทำงาน น่าจะเป็นคำว่า ทำประโยชน์”

  • จากหนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคน How to Win Friends and Influence People

“ความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ของการศึกษาไม่ใช่เพื่อหาความรู้อย่างเดียว แต่จะต้องปฏิบัติด้วย”

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมก็มักจะจดบันทึกข้อความที่เราชอบไว้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความคิดครับ เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือซ้ำหลายๆครั้ง ยิ่งถ้าเราอ่านหนังสือที่ดี ข้อความและความคิดดีๆจากในหนังสือ ก็จะถูกตอกย้ำลงในใจเรา เมื่อถึงเวลาจะต้องตัดสินใจ สิ่งต่างๆที่เราตอกย้ำไปจะผุดขึ้นในมาในความคิด และเมื่อความคิดเราเปลี่ยน การกระทำของเราก็จะเปลี่ยนตาม

และแน่นอนว่าผลที่ได้ก็ต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ลองทำดูครับ

น้ำเสียและแหล่งกำเนิดน้ำเสีย

หลายวันก่อนได้ยินข่าวเกี่ยวกับน้ำใกล้ๆกองขยะ ไหลลงแหล่งน้ำและมีการลงข่าวว่าเป็นน้ำเสื่อมโทรมที่ต้องบำบัด ก็เลยเอาเรื่องน้ำเสียมาฝากกันครับ

น้ำเสีย (Wastewater) หมายถึง น้ำทิ้ง หรือน้ำที่ผ่านการใช้ประโยชน์ หรือน้ำ ที่มีสารใด ๆ หรือสิ่งปฏิกูลที่ไม่พึงปรารถนาเจือปนอยู่ จนทำให้คุณสมบัติของน้ำเปลี่ยนแปลงไป จนอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เว้นเสียแต่ว่าได้ผ่านกรรมวิธีบำบัดที่เหมาะสม  โดยสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในน้ำเสีย จะมีคุณลักษณะแตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิดนั้น เช่น สี  กลิ่น  น้ำมัน ไขมัน ผงซักฟอก สบู่ ยาฆ่าแมลง  สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค ที่ตลอดจนสารพิษอื่นๆ

แหล่งที่มาของน้ำเสีย  สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่

1.น้ำเสียชุมชน(Domestic Wastewater)

น้ำเสียชุมชนเป็นน้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมประจำวันของประชาชน ที่อาศัยในชุมชนและการประกอบอาชีพ เช่น บ้านพักอาศัย หมู่บ้านจัดสรร  คอนโดมิเนียม  โรงแรม ตลาดสด โรงเรียน  โรงพยาบาล เป็นต้น โดยน้ำเสียจะเกิดจากกิจกรรม ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การชำระล้าง  การซักล้าง การประกอบอาหาร น้ำเสียประเภทนี้มักมีสารอินทรีย แบคทีเรีย น้ำมันและไขมันปนเปื้อน

2.น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม(Industrial Wastewater)

น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมจะมีการปนเปื้อนสิ่งสกปรกแตกต่างกันไปตามแต่ลักษณะอุตสาหกรรม  โดยปกติน้ำเสียมักเกิดจากการล้างวัตถุดิบ  กระบวนการผลิต  กระบวนการหล่อเย็น กระบวนการต้มระเหย นอกจากนนี้ก็มีน้ำเสียจากสำนักงาน อาคารที่พัก โรงอาหารเป็นต้น

3.น้ำเสียจากการเกษตรกรรม(Agricultural Wastewater)

น้ำเสียจากการเกษตรมักมีสิ่งเจือปนอยู่ในรูปของสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้น้ำ  การใช้ปุ๋ย และการใช้สารเคมีต่างๆ เป็นต้น

สิ่งที่ปนเปื้อนในน้ำเสีย มีหลายชนิด อาทิเช่น

  1. สารอินทรีย์ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน สามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจน ทำให้ระดับออกซิเจนละลายในน้ำ ดีโอ ลดลงเกิดสภาพเน่าเหม็นได้ ปริมาณสารอินทรีย์นิยมวัดด้วยค่าบีโอดี (BOD) หรือ Biochemical Oxygen Demand เมื่อค่าบีโอดีในน้ำสูง แสดงว่ามีสารอินทรีย์ปะปนอยู่มาก
  2. สารอนินทรีย์ ได้แก่ แร่ธาตุต่างๆ อาจไม่ทำให้น้ำเน่าเหม็น แต่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
  3. โลหะหนักและสารพิษอื่นๆ อยู่ในรูปสารอนินทรีย์ หรืออินทรีย์และสามารถสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ปรอท โครเมียม ทองแดง
  4. น้ำมันและสารลอยน้ำต่างๆ เป็นอุปสรรคต่อการสังเคราะห์แสง และกีดขวางการกระจายตัวของออกซิเจน
  5. สีและความขุ่น
  6. กรดและด่าง ค่าพีเอชของน้ำทิ้งควรอยู่ในช่วง 5-9
  7. ธาตุอาหาร ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส เมื่อมีปริมาณสูงจะทำให้เกิดการโตของสาหร่าย (algae bloom) ทำให้ลดออกซิเจนในช่วงกลางคืน
  8. กลิ่น
  9. จุลินทรีย์

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นน้ำเสีย  เราสามารถตรวจสอบได้ 3 วิธีคือ

– ลักษณะทางกายภาพ ดูด้วยตาเปล่าว่า มีสี  มีกลิ่น  อุณหภูมิ หรือมีความขุ่นเป็นต้น

– ลักษณะทางเคมี เช่น ความเป็นกรด-ด่าง pH  ความสกปรกในรูป BOD, COD  สารอาหาร  สารพิษต่างๆ

– ลักษณะทางชีวภาพ ได้แก่ จุลินทีย์ต่างๆ

คงเป็นข้อมูลคร่าวๆของน้ำเสีย  สิ่งปนเปื้อนในน้ำเสีย  และแหล่งกำเนิดของน้ำเสียนะครับ โดยการที่เราจะบอกได้ว่าเป็นน้ำเสียหรือไม่ ก็ต้องดูลักษณะของน้ำทั้งทางกายภาพเป็นเบื้องต้นก่อนเพราะดูด้วยตาเปล่า จากนั้นก็ดูคุณลักษณะทางทางเคมี และชีวภาพ ว่ามีค่ามลพิษต่างๆเกินค่าที่กำหนดหรือไม่

 

ที่มาของบทความจาก : เอกสารเผยแพร่ของฝ่ายสุขาภิบาลโรงงาน กองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร  https://wastewatertreatments.wordpress.com

ที่มา : ตำราระบบบำบัดมลพิษทางน้ำ กรมโรงงานอุตสาหกรรม 2554

ที่มา: เอกสารประกอบการสัมมนา เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียขั้นสูง

ISO14001 :2015 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

หายไปพักหนึ่งเนื่องจากวุ่นอยู่กับการ ตรวจติดตามระบบ ISO14001 ครับ เป็นรอบการตรวจ Surveillance audit จาก CB(certified Body) ก็ต้องมีการตรวจสอบเอกสารรวมถึงข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วน  บางคนอาจจะแย้งถ้ามีระบบดีอยู่แล้ว ทำไมต้องเตรียมตัว จริงๆแล้วระบบนะดีครับ แต่ในบางครั้งความเข้าใจของผู้ใช้งาน และความยุ่งยากของวิธีการต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากทีมสร้างระบบเองที่ทำให้ในบางเรื่องมีวิธีการที่ซับซ้อน  บางขั้นตอนผู้ใช้งานไม่เข้าใจก็อาจเป็นสาเหตุให้การทำงานจริงๆ ไม่ตรงกับสิ่งที่เราเขียนเป็นวิธีการปฏิบัติงาน(procedure)  จึงต้องตรวจสอบกันหน่อยครับ

สำหรับในบทความนี้จึงขอเกริ่นบางส่วนเกี่ยวกับ ISO14001 version 2015 ให้คร่าวๆละกันครับ สำหรับ ISO14001:2015 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงในข้อกำหนดหลายส่วนเหมือนกันครับ  สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้ขอการรับรอง ก็คงต้องเตรียมตัวศึกษาทำความเข้าใจและฝึกอบรมข้อกำหนดใหม่กันก่อน จากนั้นก็ทำการทบทวนสถานะปัจจุบันเทียบกับข้อกำหนดใหม่  ดำเนินการปรับปรุงและจัดทำระบบเพิ่มเติม  พร้อมปฏิบัติตามระบบใหม่ที่ได้ปรับปรุงแล้วให้มีผลการดำเนินการสักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะถึงรอบของการขอรับรองนะครับ

 

 

รูปด้านบนเป็นการเปรียบเทียบข้อกำหนดของ ISO14001:2004 กับ ISO14001:2015 ครับ ซึ่งมีโครงสร้างของข้อกำหนดที่เปลี่ยนไป และใช้แบบเดียวกับ ISO9001:2015  ส่วนด้านล่างเป็นข้อกำหนดทั้งหมดของ ISO14001:2015 ซึ่งมีทั้งหมด 10 ข้อใหญ่ และมีข้อย่อยในแต่ละข้อด้วยครับ

 

 

 

ใน ISO14001:2015 มีหลักการสำคัญในหลายเรื่อง อาทิเช่น

การจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (Strategic environmental management)เป็นข้อกำหนดใหม่ที่ต้องเข้าใจในบริบทขององค์กร (Context of organization) ทั้งภายใน ภายนอก สถานการณ์ต่างๆที่อาจจะมีผลกระทบต่อองค์กร ผลิตภัณฑ์ การบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 

ข้อกำหนดใหม่มีการบูรณาการมากขึ้น และใช้ HLS(High Level Structure) โครงสร้างระดับสูง คือ ให้มีข้อย่อยเหมือนกัน ข้อความเหมือนกัน และคำจำกัดความหลักเหมือนกันกับมาตรฐานอื่นใน ISO

มีการประยุกต์ใช้แนวคิดด้านการจัดการความเสี่ยง ผลกระทบจากความไม่แน่นอนต่างๆ โดยเน้นไปที่การป้องกัน   ให้มีการนำเอาวัฎจักรชีวิต(Life Cycle) มาพิจารณาในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) ข้อกำหนดใหม่เน้นการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบของผู้บริหารมากขึ้น ซึ่งต้องแสดงถึงความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มีการกำหนดตัวแทนฝ่ายบริหารเหมือนกับ version 2004(Management Representative) 

ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental performance) องค์กรต้องตัดสินใจในเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ตัวชี้วัดที่ถูกต้องและเหมาะสม.

การสื่อสาร (Communication) เน้นการสื่อสารทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะการตัดสินใจการสื่อสารสู่ภายนอกในความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติตามข้อผูกมัดบังคับ

การจัดการด้านเอกสาร (Documentation) ไม่มีคำว่า “บันทึก (Record)” แต่จะใช้คำว่า “ข้อมูลเอกสาร (Documented information)” แทน  ซึ่งรูปแบบของเอกสารจะรวมอยู่ในหลากหลายแบบ เช่น เป็นกระดาษ, สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

สำหรับ ISO 14001:2004 ยังคงสามารถให้การรับรองต่อไปได้อีกถึง ปี 2561 ครับ สำหรับ version 2015 ผมว่า มีจุดเด่นหลายประการที่ช่วยผลักดันให้บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการยกระดับการจัดการขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เชิงรุกมากขึ้น  ถ้าเราทำตามระบบได้ดี ก็น่าจะส่งผลให้ผลจากการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นครับ

 

 

F/M ratio อัตราส่วนสารอาหารต่อจุลินทรีย์

 

F/M ratio อัตราส่วน สารอาหารต่อจุลินทรีย์ (Food per Microorganism) คือ สัดส่วนปริมาณสารอินทรีย์ที่เข้าสู่ระบบในแต่ละวันต่อปริมาณ จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในระบบ เป็นค่าที่แสดงให้ทราบว่าระบบบำบัดน้ำเสียนั้นมีอสภาพอย่างไร มีสารอาหารเพียงพอหรือไม่ หรือมีสารอาหารมากเกินไปหรือเปล่า  ลองคิดเป็นภาพง่ายๆ ว่าสารอาหารที่เราป้อนเข้าระบบบำบัดน้ำเสียเป็นอาหารและระบบบำบัดเทียบได้กับตัวเราเอง  ค่า Food ก็คืออาหารที่เรากิน  อาหารที่เรากินแต่ละมื้อหรือแต่ละวันก็จะเหมาะสมเท่ากับจำนวนหนึ่ง ถ้าเราให้ให้อาหารมากไปก็กินไม่หมด หรือให้น้อยเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานานก็ไม่ดีต่อร่างกาย เช่นเดียวกับระบบบำบัดน้ำเสียถ้าป้อนสารอาหารมากเกินไปก็อาจจะบำบัดไม่หมด ประสิทธิภาพลดลง ถ้ามีปริมาณสารอาหารน้อยเกินไปก็มีผลต่อจุลินทรีย์ ดังนั้น ค่า F/M จึงเป็นพารามิเตอร์สำคัญ ที่ต้องทำการตรวจสอบเป็นประจำ

ในกรณีที่ระบบมี F/M สูง แสดงว่าสารอาหารมีค่าสูงขึ้น หรือจุลินทรีย์มีปริมาณน้อย ให้ลดการทิ้งตะกอน หากค่า F/M ต่ำ แสดงว่าสารอาหารมีค่าลดลง หรือ จุลินทรีย์มีมากให้เพิ่มการทิ้งตะกอน  การที่ระบบบำบัดน้ำเสียมีค่า F/M ไม่เหมาะสมจะทำให้การรวมตัวของตะกอนไม่ดี ทำให้เกิดปัญหาน้ำขุ่นที่ถังตกตะกอน หรือ ทำให้ระบบบำบัดมีประสิทธิภาพต่ำได้

การคำนวณค่าอัตราส่วนสารอาหารต่อจุลินทรีย์ F/M ratio ได้จากสมการ

ค่า F/M ration จะขึ้นอยู่กับชนิดการออกแบบของแต่ละระบบบำบัดน้ำเสีย อาจจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0.05-0.6

สำหรับระบบบำบัดแบบ Activated Sludge ควรมีค่า F/M ratio 0.2-0.4 (ตำราระบบบำบัดมลพิษทางน้ำ พ.ศ.2554 กรมโรงงานอุตสาหกรรม)

ข้อแนะนำ ควรจะควบคุมค่า F/M ไม่ให้แกว่งขึ้นลงมากจนเกินไปในแต่ละวัน เนื่องจากทำให้การควบคุมค่าต่างๆ เช่น DO, pH ทำได้ยากและจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดครับ