ชีวิตลิขิตเอง เบิร์ด ธงไชย

ชีวิตคนเราต้องต่อสู้ ทุกชีวิตเคยล้มเหลว เคยพ่ายแพ้ เคยผิดหวัง เคยร้องไห้มีน้ำตา หลายชีวิตอาจะจะเคยชิน หรือชาชินกับความล้มเหลว ไม่คิดที่จะลุกขึ้นสู้ต่อ หลายชีวิตท้อแท้หลีกหนี

สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ไม่ใช่ใครเลย นอกจากตัวเอง

ตัวเราเองเท่านั้นที่จะให้กำลังใจตัวเองและลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

มีนักคิด นักเขียน และผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากมาย ต่างบอกกล่าวเป็นแนวทางเดียวกันว่า

ให้เรารับแต่สิ่งที่เป็นบวก หรือ ให้เราคิดบวก แต่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ ห่อเหี่ยว ท้อแท้หมดกำลังใจ มันก็ยากที่จะประคองสภาพจิตใจให้คิดในทางบวก

วิธีหนึ่งที่เราจะช่วยปรับสภาพจิตใจเราได้ก็คือการฟังเพลงครับ

หยุดคิดถึงปัญหาที่รุมเร้าสักพัก หยุดเพื่ออยู่กับตัวเอง ฟังเพลงเพราะๆที่ให้กำลังใจดีๆ ก็จะช่วยให้เรามีกำลังใจขึ้นได้ครับ

ผมก็มีเพลงที่ให้กำลังใจอย่างดีเยี่ยมมาฝากกัน เป็นเพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์

ชื่อเพลง ชีวิตลิขิตเอง Life Designer

ก่อนเคยเชื่อในลิขิตฟ้าดิน ปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา
แต่ฝันไม่เคยถึงฝั่ง ผิดหวังในใจเรื่อยมา เพราะฟ้าไม่มีหัวใจ

จะเลวหรือดีมันอยู่ที่คน จะมีหรือจนมันอยู่ที่ใจ
ดินฟ้าไม่เคยลิขิต ชีวิตจะเป็นเช่นไร อย่าเลยอย่าไปถามฟ้า

บินไปให้สูงที่สุด อย่างที่คิดฝันไว้กับใจ จะยากเย็นเท่าไหร่ บอกใจว่าจะไม่กลัว

ไม่รอให้ฟ้าให้ดินลิขิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ผ่านไป
ไม่ว่าจะสูงจะไกลเท่าไร จะไขว่จะคว้า จะฝ่าฟัน
ไม่ยอมให้ฟ้าหรือใครลิขิต อยากมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน
ตั้งแต่ วันนี้ นี่คือ ชีวิต ลิขิตของเรา

เปรียบชีวิตเป็นดังบทละคร จะยอมให้ใครเขียนบทของเรา
ชีวิตจะเป็นเช่นไร ก็ขอให้เป็นเพราะเรา เรื่องราวที่เราต้องเขียน

ไม่รอให้ฟ้าให้ดินลิขิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ผ่านไป ไม่ว่าจะสูงจะไกลเท่าไรจะไขว่จะคว้า จะฝ่าฟัน

ไม่ยอมให้ฟ้าหรือใครลิขิต อยากมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน ตั้งแต่วันนี้ นี่คือ ชีวิต ลิขิตของเรา

มีเนื้อร้องที่สร้างขวัญกำลังใจดีมากครับ

เพลง ชีวิตลิขิตเอง (Life Designer) เป็นเพลงประกอบละคร “เมืองมายา เดอะซีรี่ส์” ซึ่งก็นานมากแล้ว

ก็ขอให้เพลงนี้เป็นกำลังใจสำหรับตัวเองในวันที่รู้สึกท้อ

เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังท้อและเจอปัญหา  เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปครับ

 

 

 

การคาดเข็มขัดนิรภัย มีความสำคัญแค่ไหน

การคาดเข็มขัดนิรภัย กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงนี้ครับ มีการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ดูได้จากข่าวทุกช่อง มีการนำเสนอเรื่องนี้  อาทิเช่น

5 เมษายน จับไม่คาดเข็มขัด ปรับ 5,000  เล็งผู้โดยสารรถตู้-รถโดยสาร หากเตือนยังดื้อดึง-โดนหนักไก่อูแจงปีรถที่บังคับให้ติดตั้ง “นายกฯตู่” คาดเบลท์ถ่ายเซลฟี่โชว์สื่อ แจงจำเป็นงัด ม.44 คุมเข้มเข้มจราจร หวังลดอุบัติเหตุสงกรานต์    http://www.thairath.co.th/content/895241

ย้ำอีกรอบ 5 เม.ย.60 คนขับ-คนนั่ง ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืนจับปรับรถโดยสารสาธารณะปรับ 1,000 บาท ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลปรับ 500 บาท : http://www.thairath.co.th/content/895066

หากเรามองถึงเรื่องความปลอดภัยแน่นอนว่า  เข็มขัดนิรภัย” คืออุปกรณ์นิรภัยติดรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดความรุนแรงให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์จากอันตรายในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ  จากผลการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิผลของการใช้เข็มขัดนิรภัยในประเทศไทย พบว่าสามารถช่วยลดจํานวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ถึง ร้อยละ34 และ ผู้ที่ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยนั้นมีอัตราความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มากกว่าผู้ที่ใช้เข็มขัดนิรภัยถึง 1.52 เท่า

สำหรับ แบบของเข็มขัดนิรภัย มีด้วยกัน 2 แบบคือ

  1.   แบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ คาดรอบสะโพก บริเวณต้นขาและผ่านเฉียงทางหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า สำหรับผู้ขับรถและที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับรถที่อยู่ด้านริมสุด
  2.   แบบรัดหน้าตัก ใช้คาดบริเวณต้นขา รอบสะโพก สำหรับผู้ที่นั่งตอนกลางระหว่างผู้ขับรถและผู้ที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับรถ ไม่ควรรัดบริเวณหน้าท้อง

วิธีการคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง

– การคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง จะต้องให้ส่วนของเข็มขัดนิรภัยส่วนล่างทาบไปกับกระดูกเชิงกราน เพราะกระดูกเชิงกรานสามารถรับแรงกระแทกได้ถึง 1 ตัน และควรคาดให้ต่ำกว่าเข็มขัดธรรมดา ประมาณ 5-10 เซนติเมตร ส่วนบนพาดทแยงผ่านกระดูกไหปลาร้าไปยังด้านตรงข้าม ระวังอย่าให้สายเข็มขัดนิรภัยพาดชิดลำคอ

– สำหรับหญิงมีครรภ์ ควรคาดให้ส่วนที่ยืดพาดตัก พาดผ่านขาทั้งสองข้างและต่ำกว่าครรภ์ของผู้คาด โดยให้อยู่ห่างจากสะโพกให้มากที่สุด ส่วนยืดไหล่ให้พาดผ่านระหว่างกึ่งกลางของลิ้นปี่ และควรจัดวางตำแหน่งของเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเด็กในครรภ์

  – สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 11 ปี ควรนั่งด้านหลัง ถ้าเป็นทารกควรใส่ตะกร้าหรือเก้าอี้สำหรับเด็กและจะต้องรัดติดกับเบาะหลังให้แน่นด้วยเข็มขัดนิรภัย ไม่ควรอุ้มเด็กไว้กับอกขณะเดินทาง เพราะเมื่อเกิดการเบรกอย่างกะทันหันเด็กอาจจะหลุดมือไปกระแทกกับเบาะข้างหน้าหรือหน้าปัดได้ อาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่มา http://www.carmotorshow.com

 

ถ้ายังมองไม่เห็นว่าเข็มขัดนิรภัยมีความสำคัญแค่ไหน ลองดูในคลิปด้านล่างนี้ครับ ซึ่งได้รับจากการส่งต่อมาทาง lineโดยระบุว่ามาจากบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ได้ทำการทดสอบกรณีที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยว่าเกิดอะไรขึ้นครับ

จากคลิปจะเห็นได้ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากความเร็วของรถจะทำให้ผู้โดยสารถูกแรงเหวี่ยงมหาศาล เหวี่ยงออกไปนอกตัวรถ ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง และมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากครับ

เห็นมั้ยครับว่านอกจากเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว การคาดเข็มขัดนิรภัยนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการขับขี่รถยนต์ รวมถึงต้องคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกวิธีจะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างมาก  เราควรปฏิบัติให้ติดเป็นนิสัย ทำเป็นประจำทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อปลอดภัยในชีวิตของทุกคนครับ

 

 

ค่าความเป็นพิษ Toxicity ที่ระบุใน MSDS คืออะไร

ในการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยนั้น เราต้องศึกษาข้อมูลความปลอดภัยของสารนั้นจาก  MSDS  ซึ่งในเอกสารข้อมูลความปลอดภัยจะมีการระบุค่ามาตรฐานและความเป็นพิษ (Standard and Toxicity) ของสารนั้นไว้ด้วย โดยจะระบุเป็นตัวย่อหลายๆค่า ในบทความนี้จึงนำข้อมูลความเป็นพิษของสารที่ระบุใน MSDS มาแบ่งปันครับ ว่ามีอะไรบ้าง 

ตัวอย่างข้อมูลใน MSDS

 

ค่า TLV (Threshold Limit Value)  เป็นค่าความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศ ซึ่งคนปกติที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม และไม่ป่วยเป็นโรคใด ๆ จะสามารถรับเข้าสู่ร่างกายได้โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ  

ค่านี้กำหนดขึ้นโดย The American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH)

สามารถแบ่งออกเป็น 3 ค่า ได้แก่

TLV – TWA (Threshold Limit Value – Time-Weight Average) เป็น ค่าความเข้มข้นสารเคมีเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในบรรยากาศการทำงาน ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ทุกคนสามารถรับสัมผัสซ้ำ ๆ ได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพแบบเรื้อรัง

TLV – STEL (Threshold Limit Value – Short-term Exposure Limit)  ค่าความเข้มข้นสารเคมีสูงสุดในระยะเวลาสั้น ๆ (15 นาที) ในบรรยากาศการทำงานที่คนงานทุกคนสามารถรับสัมผัสได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ  โดยในหนึ่งวันพนักงานสามารถรับสัมผัสสารเคมีในความเข้มข้นที่ระดับ STEL ได้ไม่เกิน 4 ครั้ง และแต่ละครั้งควรเว้นระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงถึงแม้ว่าปริมาณที่ได้รับรวมทั้งหมดจะไม่เกินค่า TLV – TWA ก็ตาม การกำหนดค่า STEL นี้มุ่งหมายเพื่อลดอันตรายจากสารที่มีพิษเฉียบพลัน หรือมีแนวโน้มว่าคนงานจะต้องสัมผัสเป็นช่วงสั้นๆ แต่ความเข้มข้นสูงในเวลาทำงาน ค่า STEL กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันผล 4 อย่างคือ (1) การระคายเคือง (2) การทำลายเนื้อเยื่อแบบถาวร (3) อาการพิษเฉียบพลัน และ (4) อาการง่วงซึมซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือประสิทธิภาพการทำงานลดลง

TLV – C (Threshold Limit Value – Ceiling) เป็นค่าความเข้มข้นสารเคมีสูงสุดในบรรยากาศการทำงานที่ซึ่งคนงานต้องไม่สัมผัสสารเคมีสูงเกินระดับนี้เลยตลอดช่วงเวลาทำงาน

 

นอกจากนี้ก็มีอีกค่าหนึ่งที่มักมีมักระบุ คือ  PEL (Permissible Exposure Limit) หมายถึงปริมาณของสารเคมีที่ผู้ปฏิบัติงานจะสัมผัสกับสารเคมีได้อย่างปลอดภัย ซึ่งก็แยกได้เป็น 3 ค่า คือ PEL-TWA, PEL-STEL, PEL-C  ซึ่งมักมีค่าใกล้เคียงกับค่า TLV

LD50 (Lethal Dose)  เป็นค่าบอกความเป็นพิษเฉียบพลันของสารเคมี หมายถึงปริมาณของสารเคมีซึ่งเมื่อสัตว์ที่ใช้ในการทดลองได้รับเข้าสู่ร่างกายเพียงครั้งเดียวโดยทางการกิน การฉีด หรือ การสัมผัสทางผิวหนัง แล้วทำให้สัตว์เสียชีวิตไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ทำการทดลอง ค่า LD50 จะมีหน่วยเป็นมิลลิกรัม หรือ กรัมของสารเคมีต่อน้ำหนักของสัตว์ทดลองเป็นกิโลกรัม

LC50 (Lethal Concentration) เป็นค่าบอกความเป็นพิษของก๊าซหรือไอของสารเคมีที่ระเหยได้ง่าย เป็นค่าความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศที่ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ทำการทดลอง มีหน่วยเป็น ส่วนต่อล้าน ส่วน (ppm) หรือมิลลิกรัมต่อลิตร (mg/l) หรือมิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (mg/cu.m) ของบรรยากาศปรกติในการทำงาน

IDLH (Immediately Dangerous to Life and Health) หรือเรียกว่า ค่าความเข้มข้น สารเคมีในบรรยากาศที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพแบบเฉียบพลัน หากไม่สามารถหนีออกจากบริเวณนั้นได้ทัน ภายในระยะเวลา 30 นาที

สารเคมีทุกชนิดจะมีความเป็นพิษไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเพียงพอ และการตอบสนองต่อความเป็นพิษของร่างกายแต่ละคนก็แตกต่างกันไป และเป็นลักษณะเฉพาะต่อบุคคลที่ได้รับสารเคมีนั้น ดังนั้นในการการใช้สารเคมีทุกชนิด ก็คงต้องศึกษาค่าความเป็นพิษของสารนั้นด้วย  ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักสารชนิดนั้นมากขึ้น รวมถึงระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ดีข้อมูลใน MSDS ยังมีข้อมูลอื่นๆ อีกมากที่ควรศึกษากันเพิ่มเติมนะครับ  ไว้มาอธิบายในบทความหน้าอีกทีนะครับ

 

 

ที่มา

https://uedu.wikispaces.com

ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ กรมควบคุมมลพิษ

http://www.pcd.go.th

9 อุปกรณ์ฉุกเฉินที่ควรมีติดรถไว้อุ่นใจดี

ช่วงนี้เห็นข่าวอุบัติเหตุทางท้องถนนทุกวัน รวมถึงมีประเด็นที่ถกกันเรื่องอุปกรณ์ฉุกเฉินในรถด้วย ผมก็เลยรวบรวม อุปกรณ์ฉุกเฉินที่ควรมีติดรถยนต์ไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมันอาจจะสามารถช่วยผ่อนเหตุหนักให้เบาได้บ้างครับ

1. กล้องวิดีโอติดรถ อันนี้คงไม่ใช่อุปกรณ์ฉุกเฉินละครับ ผมว่ามันจำเป็นแล้ว กล้องวิดีโอติดรถนั้นจะช่วยเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นพยานชั้นดีในการที่จะพิสูจน์ถูกผิด ในบางครั้งที่เรานำรถไปจอดแล้วเกิดการเฉี่ยวชน ถ้าคู่กรณีหนี เราก็จะสามารถตามหาคู่กรณีได้ง่าย ทั้งนี้ยังนำไปอ้างเป็นหลักฐานกับทางประกันภัยได้อีกด้วยว่าเราไม่ได้เป็นผู้กระทำเอง หากมีการเคลมประกันเกิดขึ้น

2. สายพ่วงแบตเตอรี่    คนมีรถคงไม่มีใครไม่เคยเคยรถสตาร์ทไม่ติดนะครับ  บางครั้งก็ไม่ได้มีสัญญาณเตือนอะไรเลยว่าแบตเริ่มเสื่อม อยู่ ๆ ก็สตาร์ทไม่ติดซะงั้น  ถ้าเป็นช่วงกลางคืน เปลี่ยนแบตนอกสถานที่ก็คิดราคาเพิ่ม  พกสายพ่วงแบตไว้เผื่อขอจั๊มพ์แบตรถที่ผ่านไปมา ส่วนใหญ่เขาน่าจะยินดีอยู่นะครับ

3. ยางอะไหล่ + แม่แรงฉุกเฉิน หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น มีไว้ก็หนักเลยเอาออก แต่ถ้าเกิดวันไหนยางแบนขึ้นมาจะรู้ซึ้งถึงความสำคัญของมันขึ้นมาทันที แต่ถ้าคนไหนไม่เคยทำก็ถอดยากเอาการอยู่นะครับ

4. สายลากรถ  อันนี้ก็สำคัญนะครับ เผื่อจำเป็นต้องลากจูง

5. ไฟฉาย เป็นอีกสิ่งที่หลายคนมองข้าม  ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ส่องดูในรถใต้ท้องรถห้องเครื่อง หรือให้สัญญาณต่างๆครับ

6. ป้ายสัญญาณเตือนแบบสะท้อนแสง หรือ ไฟฉายกระพริบ ควรมีไว้อย่างยิ่ง ยามเกิดเหตุรถเสีย นำไปวางก่อนถึงรถสัก 50 เมตร ช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแก่รถที่จอดเสีย ปลอดภัยทั้งเราและรถที่ร่วมทางครับ

7. ที่ทุบกระจกและตัดเข็ดขัดนิรภัย  ที่ทุบกระจกซึ่งมักจะมาพร้อมที่ตัดเข็มขัดนิรภัยในตัวสามารถหาซื้อได้ทั่วไปและจะมีประโยชน์มากในยามที่เราอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น รถตกน้ำ หรือ รถเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถปลดเข็ดขัดออกจากได้

8. ถังดับเพลิง  อันนี้สำคัญนะครับ โดยเฉพาะรถติดแก๊สก็ต้องมีถังดับเพลิงติดไว้ประจำรถครับ

9. ที่ชาร์จไฟสำรองอุปกรณ์ต่างๆ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีแบตสำรองก็ตาม ที่ชาร์จไฟสำรองก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นติดต้องติดรถไว้เผื่อกรณีที่เราลืมพกแบตสำรอง หรือเกิดหมดทั้งคู่  ก็จะได้ไม่ต้องกังวลในเรื่องการติดต่อสื่อสาร

 

จริงๆแล้วแต่ละท่านอาจมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถไว้มากกว่าที่ระบุไว้ด้านบน อาทิเช่น ที่เติมลมยาง ยารักษาโรค น้ำดื่ม ชุดปฐมพยาบาล เป็นต้น ผมว่าถ้าไม่หนักเกินไป มีมากไว้ก็ดีนะครับ บางครั้งเราอาจไม่ได้ใช้เอง ก็อาจจะสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือผู้อื่นได้นะครับ แต่สำหรับอุปกรณ์บางอย่างอาจต้องอาศัยการเรียนรู้ หรือใช้ด้วย เช่น ถังดับเพลิง และค้อนทุบกระจก ถ้าใช้ไม่เป็นถึงพกไว้ก็อาจไม่เกิดประโยชน์นะครับ สามารถหาดูคลิปวิธีการใช้ได้ใน youtube ครับ เผื่อไว้ดีกว่าแก้นะครับ

การเก็บตัวอย่างน้ำเสีย

ในการควบคุมดูแลระบบบำบัดน้ำเสียนั้นต้องมีการตรวจสอบกระบวนการอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคุณสมบัติของน้ำเสียซึ่งเป็นปัจจัยแรกที่ส่งผลต่อระบบบำบัด  โดยในการสุ่มตัวอย่างก็ต้องเป็นตัวแทนที่ดีของน้ำเสีย  รวมทั้งต้องเพียงพอที่จะใช้ในการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการด้วยความถูกต้องและแน่นอนด้วย  หลังจากเก็บตัวอย่างแล้วจะต้องทำการเก็บรักษาสภาพของตัวอย่างไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งต้องรักษาสภาพตัวอย่างให้เป็นไปตามวิธีการมาตรฐาน

ข้อสำคัญประการหนึ่งในการเก็บและการรักษาสภาพตัวอย่างน้ำ เพื่อการวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องก็คือ เราจะต้องทราบว่าการเก็บตัวอย่างน้ำนั้นเพื่อจะนำไปหาปริมาณของสารชนิดใด หรือจะวิเคราะห์หาค่าอะไร และควรจะต้องเก็บตัวอย่างน้ำในปริมาณเท่าใด เพื่อจะได้เป็นหลักในการเลือกวิธีการเก็บ การรักษาสภาพตัวอย่างน้ำ และภาชนะรวมทั้งเครื่องมืออื่นๆที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างให้ถูกต้อง

การเก็บตัวอย่างน้ำที่ถูกต้องโดยทั่วไปจะต้องคำนึงถึงข้อพิจารณาดังนี้

  • เครื่องมือและอุปกรณ์การเก็บตัวอย่างน้ำ
  • จุดเก็บตัวอย่างน้ำ
  • วิธีการเก็บตัวอย่างน้ำ
  • การรักษาสภาพตัวอย่างน้ำ
  • การบันทึกข้อมูลสภาพการเก็บตัวอย่างน้ำ

สำหรับวิธีในการเก็บตัวอย่างน้ำเสียนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน ได้แก่

  1. การเก็บแบบจ้วง (Grab Sampling) เป็นการเก็บตัวอย่างครั้งเดียว เวลาเดียวมาวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์ที่ได้จะแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของน้ำ ณ จุดเก็บ เฉพาะในวันและเวลาที่เก็บตัวอย่างนั้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนของน้ำเสียทั้งหมด วิธีนี้จะใช้กับกรณีที่น้ำทิ้งไม่ได้ไหลแบบต่อเนื่อง เป็นการปล่อยน้ำทิ้งระบายออกเป็นครั้งคราวอันเนื่องจากกระบวนการผลิตไม่ต่อเนื่องกัน หรือใช้ในกรณีที่น้ำเสียมีคุณลักษณะและคุณสมบัติไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
  2. การเก็บตัวอย่างน้ำแบบผสมรวม (Composite Sampling)  เป็นการเก็บน้ำเสีย ณ จุดใดจุดหนึ่งติดต่อกันตลอดเวลาและนำมารวมกัน  การเก็บแบบนี้ปริมาณการเก็บขึ้นกับอัตราการใหลของน้ำทิ้งในแต่ละเวลา น้ำเสียไหลมากเก็บมาก น้ำเสียไหลน้อยเก็บน้อย หลังจากนั้น แล้วนำมาเทรวมกัน แล้วจึงแบ่งตัวอย่างนำไปเก็บรักษาเพื่อวิเคราะห์ต่อไป วิธีการเก็บตัวอย่างแบบผสมนี้ จะทำให้ใช้เวลาในการเก็บตัวอย่างมากแต่เป็นวิธีที่ได้ตัวแทนของน้ำเสียจริงๆ ผลวิเคราะห์สามารถนำไปใช้ในการออกแบบระบบบำได้แต่มีข้อควรปฏิบัติคือในช่วงแรกๆ น้ำเสียที่เก็บได้ต้องนำมาเก็บไว้ในห้องเย็น หรือแช่เย็นไว้เพื่อไม่ให้คุณสมบัติของน้ำเสียเปลี่ยนไป
  3. การเก็บตัวอย่างจากบ่อรวม (Sump Sampling) เป็นการเก็บน้ำเสียจากบ่อ (Sump) ที่เป็นที่รวมของน้ำเสียจากแหล่งต่างๆ น้ำเสียจากบ่อรวม จัดได้ว่าเป็นตัวแทนของน้ำเสียที่แท้จริงได้เช่นเดียวกัน หากน้ำเสียถูกกักไว้ในบ่อนานกว่า 6 ชั่วโมง เมื่อนำมาวิเคราะห์ทราบคุณสมบัติแล้วสามารถนำไปออกแบบระบบบำบัดได้เช่นกัน  

         

    สำหรับในการทำงานสามารถใช้การเก็บตัวอย่างทั้ง 3 แบบ ตามวัตถุประสงค์ของการเก็บตัวอย่างครับ เช่น สำหรับการวิเคราะห์ค่าน้ำเสียก่อนป้อนเข้าระบบจากบ่อปรับสภาพ  Equalization tank ก็สามารถใช้การเก็บตัวอย่างแบบจ้วง  Grab sampling ได้ ส่วนการเก็บน้ำตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ค่า BOD ที่ป้อนเข้าระบบทั้งวันก็ควรใช้วิธีการเก็บตัวอย่างเป็นผสม composite Sampling ครับ

    นอกจากวิธีการเก็บตัวอย่างที่ดีแล้ว ภาชนะในการเก็บรักษาน้ำตัวอย่าง การรักษาสภาพน้ำตัวอย่างก็มีความสำคัญนะครับ  ดังนั้นก่อนการเก็บน้ำตัวอย่างต้องรู้พารามิเตอร์ที่จะวิเคราะห์ รวมทั้งตรวจสอบกับห้องวิเคราะห์เพื่อยืนยันปริมาณที่จะเก็บ ภาชนะบรรจุ และวิธีการรักษาสภาพให้เหมาะสมด้วยนะครับ

     

    ที่มา:

    ตำราระบบบำบัดมลพิษทางน้ำ กรมโรงงานอุตสาหกรรม

    เอกสารประกอบการสัมมนา เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย(ขั้นสูง)

    http://www.erdi.cmu.ac.th/

    http://www2.diw.go.th  การวิเคราะห์น้ำและน้ำเสียเบื้องต้น