ไฮโดรเจนซัลไฟด์พิษร้ายก๊าซไข่เน่า

ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าแก๊สไข่เน่า คงคุ้นๆกันแล้วใช่มั้ยครับ ในงานระบบบำบัดน้ำเสียก็คงต้องรู้จักก๊าซชนิดนี้ดี เนื่องจากในน้ำเสียถ้าหากเก็บไว้เป็นเวลานานก็จะเกิดการเน่าเหม็น ซึ่งกลิ่นเหม็นนี่แหละส่วนหนึ่งก็มาจากไฮโดรเจนซัลไฟด์ สำหรับในบทความนี้ขอเล่าถึงอันตรายของก๊าซชนิดนี้ก่อน เนื่องจากในการดูแลระบบบัดน้ำเสียนั้น จะมีงานที่ต้องลงไปล้างทำความสะอาดบ่อเก็บน้ำเสีย หรือบ่ออื่นๆ ซึ่งเป็นการทำงานในที่อับอากาศ เป็นงานที่เสี่ยงอันตราย  โดยในการทำงานในที่อับอากาศนั้นมีกฎหมายควบคุมอยู่ ไว้มาอธิบายในบทความหน้าละกันครับ

สำหรับอันตรายของไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีตัวอย่างอุบัติภัยที่เกิดขึ้นอยู่หลายกรณีตามที่เป็นข่าว เช่น  เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2552  แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์รั่ว ส่งผลให้คนงานและผู้รับเหมาจำนวน 27 ราย ได้รับก๊าซพิษทำให้เกิดอาการมึนศีรษะแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล เหตุเกิดที่โรงงานปิโตรเคมีแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง  เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์รั่ว ที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี เป็นเหตุให้วิศวกรได้รับบาดเจ็บ 4 รายและเสียชีวิต 1 ราย  เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2560 สยองกรุง! คนงานลงไปล้างบ่อบำบัดลึก 2 เมตร สุดท้ายขาดอากาศตายสลด 4 ศพ เป็นการทำงานในที่อับอากาศ ก็อาจมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์เกิดขึ้นอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต

ไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นหนึ่งในสารประกอบที่ได้จากธาตุซัลเฟอร์ มีคุณสมบัติเป็นก๊าซพิษที่ไม่มีสี มีสูตรทางเคมีว่า H2S  น้ำหนักโมเลกุล 34.04 จุดเดือด -85.5C จุดหลอมเหลว -60.7C ความหนาแน่นของแก๊ส 1.393 g/L ที่อุณหภูมิ 25C ความดันบรรยากาศ 1 atm ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอากาศ  ค่าปริมาณไอระเหยของก๊าซต่ำสุดที่สามารถเกิดการระเบิดได้ หากมีออกซิเจนเพียงพอ (Lower explosive Limit, LEL) อยู่ที่ 4.3%  จึงจัดว่าเป็นก๊าซที่มีความว่องไวในการลุกติดไฟได้ง่ายมากและเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง และอุณหภูมิที่สามารถลุกติดไฟได้เองอยู่ที่อุณหภูมิ 290C

ไฮโดรเจนซัลไฟด์หากได้รับในระดับความเข้มข้นต่ำก็ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองแต่ถ้าได้รับที่ปริมาณความเข้มข้นสูงๆ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที และนอกจากนี้เมื่อก๊าซนี้สัมผัสกับน้ำหรือไอน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นกรดซัลฟูริกมีฤทธิ์ทางการกัดกร่อนสูง สามารถกัดกร่อนหลังคาบ้านเรือนรวมไปถึงวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากเกาะตัวอยู่บนโลหะหรืออยู่ในอากาศ เมื่อฝนตกลงมาก็จะกลายเป็นไอกรดหรือฝนกรด และถ้าหากถูกผิวหนังก็จะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน

The American National Standards Institute standard ได้แบ่งระดับความเป็นพิษตามระดับความเข้มข้นของก๊าซที่ได้รับ แสดงดังตาราง

http://www.tasatec.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539680468&Ntype=21

 

ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นก๊าซพิษที่ต้องตระหนักถึงอันตรายทุกครั้งก่อนที่จะเข้าทำงานในที่อับอากาศครับ โดยค่าความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์นั้นมีดังนี้

TLV Threshold limit value (ACGIH)ค่าจำกัดที่จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพคน : 10 ppm

STEL Short-term exposure limits (ACGIH)ค่าจำกัดการสัมผัสระยะสั้น : 15 ppm

PEL Permissible exposure limit(OSHA)ค่าจำกัดการสัมผัสที่ยอมรับได้ : Ceiling(OSHA)ระดับความเข้มข้นที่ไม่ควรเกินไม่ว่าช่วงเวลาใดของการทำงาน = 20 ppm

IDLH Immediately Dangerous to Life or Health(NIOSH)อันตรายทันทีทันใดต่อชีวิตหรือสุขภาพ : 100 ppm

Odor Threshold Low ความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถได้กลิ่นหรือจดจำสารนั้น : 0.001 ppm

 

โดยเราต้องทำงานในที่อับอากาศ ต้องตรวจวัดค่าความเข้มข้นของก๊าซพิษนี้ ให้มีค่าไม่เกิน 5 ppm ถ้าให้ดีควรจะเป็น 0 ppm ถึงจะสามารถเข้าไปทำงานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น และด้วยการที่ก๊าซนี้มีกลิ่นเน่าซึ่งเราได้กลิ่นตั้งแต่ความเข้มข้นต่ำกว่า 1 ppm ดังนั้นเมื่อเจอว่ามีกลิ่นเหม็นรุนแรงก็ต้องระวังเป็นพิเศษก่อนการตรวจวัดความเข้มข้น อย่างไรก็ตามในการทำงานที่อับอากาศนั้นยังมีอันตรายด้านอื่นๆ และมีแนวทางปฏิบัติอีกหลายประการที่ต้องทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการทำงานครับ

 

 

5 วิธี นั่งแท็กซี่ให้ปลอดภัย

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้บริการรถแท็กซี่บ่อยมาก  ทั้งในเรื่องของการบริการ การพูดจา ความสะอาด การกดมิเตอร์หรือการขอให้เหมาจ่ายค่ารถ รวมถึงการปล้น ปลุกปล้ำจะข่มขืนผู้โดยสาร  พอดีได้มีโอกาสดูรายการ ชูวิทย์ตีแสกหน้า ทางช่องไทรัฐทีวี ช่อง32 ทางคุณชูวิทย์ ได้เล่าเรื่องการใช้บริการแท็กซี่ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยได้เล่าว่าได้รับการบอกกล่าวมาจากผู้ต้องขัง ผมเลยขอเอาสรุปมาฝากกันครับ  วิธีนั่งแท็กซี่ให้มีความปลอดภัย กรณีที่ต้องใช้บริการรถแท็กซี่คนเดียวในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี  มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ครับ

  1. อย่านั่งด้านหน้า ข้างคนขับ เนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนร้าย กระทำการใดๆ ได้โดยง่าย
  2. ให้นั่งด้านหลังคนขับ กรณีเจอคนร้ายจอดรถติดขอบด้านซ้ายทำให้เราเปิดประตูลงรถด้านซ้ายมือไม่ได้และจะลงรถมาเปิดประตูด้านขวาเข้าในรถได้ ถ้าเรานั่งด้านเดียวกับคนขับ ทำให้มีโอกาสในการเปิดประตูลงได้ง่ายกว่า
  3. กรณีคนขับ บอกให้ช่วยเก็บของที่ตกในรถให้หน่อย อย่าเก็บ เนื่องจากอาจเปิดโอกาสให้คนร้าย เอายาสลบมาฉีดได้
  4. ให้ระวังกลิ่นน้ำหอมต่างๆ ถ้าพบว่ามีกลิ่นให้เปลี่ยนคันโดยทันที ถึงแม้คนขับจะบอกว่ารถมีกลิ่นเหม็นเปิดน้ำหอมดับกลิ่น กรณีที่ลงจากรถไม่ได้ ให้เปิดหน้ากระจกหน้าต่างลงโดยเร็ว
  5. หลังจากขึ้นรถแล้ว ให้ถ่ายรูปป้ายที่ระบุชื่อคนขับพร้อมป้ายทะเบียนไว้ทันที พร้อมกับส่งข้อมูลให้คนที่รู้จัก หรืออาจจะใช้วิธีโทรศัพท์คุยกับใครก็ได้ เพื่อบอกว่าเราขึ้นรถป้ายทะเบียนอะไร และกำลังจะไปไหน

ในทุกสังคมก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี รถแท็กซี่เองก็มีคนขับที่ดีเป็นส่วนใหญ่ ที่ไม่ดีนั้นมีน้อยมากครับแต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของรถแท็กซี่นั้นแย่ลง ดังนั้นในการใช้บริการรถแท็กซี่โดยเฉพาะตอนกลางคืน เราก็พยายามมีสติตลอดเวลา อย่าเผลอหลับ หมั่นสังเกตและนำเอาวิธีการต่างๆที่บอกไว้ไปใช้นะครับ อย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติภัยได้ครับ

ที่มา

รายการชูวิทย์ตีแสกหน้า ไทยรัฐทีวี ช่อง32

การป้องกันการตกจากที่สูง

อุบัติเหตุจากการผลัดตกจากที่สูงถือได้ว่ายังมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง  เมื่อหลายวันก่อนได้ดูข่าวเรื่องการตกจากที่สูงจนเสียชิวิต  เสี่ยอสังหาฯ พลัดตกอาคารก่อสร้างลึก 25 เมตร จนท.ปั๊มหัวใจยื้อชีวิต ก่อนสิ้นใจที่โรงพยาบาล https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_269489   ในเนื้อหาข่าวได้บอกลักษณะการเกิดเหตุว่าผู้เสียชีวิต ได้เดินตรวจสอบในพื้นที่ก่อสร้าง และเกิดพลัดตกลงไปในบ่อที่กำลังขุดบริเวณชั้นใต้ดิน ซึ่งมีความลึกประมาณ 20-25 เมตร จนหมดสติ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ และอาสาสมัครร่วมกตัญญู ได้ให้การช่วยเหลือและปั๊มหัวใจก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลและจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยมีคลิบจากกล้องวงจรปิดในขณะเกิดเหตุด้วย

ที่มา  https://www.youtube.com/watch?v=zRYkp8FKsEM

สำหรับกรณีนี้ขอให้เป็นเครื่องเตือนสติให้กับผู้ที่ทำงานบนที่สูง หรือที่มีความเสี่ยงในการพลัดตกจากที่สูงทุกๆคน ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน และขอรวบรวมวิธีการป้องกันการตกจากที่สูง มาทบทวนกันครับ

กฎพื้นฐาน

  1. เป็นผู้ได้รับมอบหมายและมีคุณสมบัติในการทำงานบนที่สูง
  2. สวมใส่เครื่องแต่งกายให้รัดกุมและเรียบร้อย
  3. เลือกจุดยึดที่แข็งแรงสามารถรับแรงกระชากเมื่อเกิดการตกได้
  4. สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะทำงานเสมอ ได้แก่ ถุงมือที่ปราศจากน้ำมัน รองเท้านิรภัย เข็มขัดนิรภัยชนิดเต็มตัว (Full body harness) และสายช่วยชีวิต (Lanyard, SRL) เป็นต้น
  5. เตรียมแผนการช่วยเหลือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น Tripod และ Winch เตรียมไว้ เป็นต้น

อุปกรณ์ป้องกันการตก

อุปกรณ์ป้องกันการตกเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ปฎิบัติงานสามารถทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายในการพลัดตกลงมามี 3 ประเภท

1.การป้องกันในสถานที่ทำงาน

– มีการจัดระบบงานเพื่อที่จำกัดการทำงานบนที่สูง

– ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการตกเพื่อลดความเสี่ยง เช่น นั่งร้าน,ตาข่าย

– ใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกส่วนบุคคลเมื่อไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการตกได้

  1. การป้องกันที่ตัวผู้ปฏิบัติงาน

– การฝึกอบรมให้กับผู้ที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติงานบนที่สูง

  1. การป้องกันโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันการตก

– ใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานให้ขอใบรับรองผลการทดสอบจากโรงงานผู้ผลิต

– ไม่สร้างระบบการป้องกันการตกด้วยตนเอง

ส่วนประกอบของระบบป้องกันการตกจากที่สูง ABCD

  1. A : จุดยึด (Anchorage) เป็นอุปกรณ์ที่มีความมั่นคง แข็งแรง สามารถรับแรงได้ 5,000 lbs เทียบเท่า 22.2 กิโลนิวตัน (kN) และยังใช้เป็นจุดยึดกับ Lifeline, Lanyard, SRL และอุปกรณ์กันตกอื่นๆ รวมทั้ง Rescue System ด้วย อุปกรณ์จุดยึด ได้แก่ H-Beam, โครงสร้างคานโลหะต่างๆ, คานคอนกรีต, คานไม้ เป็นต้น โดยมีอุปกรณ์สร้างจุดยึด เช่น Web-tie, Beam anchor และ Concrete anchor เป็นต้น ซึ่งเป็น อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับจุดยึด ได้แก่ Sling, Webbing และ Cable ซึ่งควรมีความยาวพอที่จะพันรอบจุด ยึดและมีปลายเหลือเพียงพอ
  2. B: ส่วนพยุงร่างกาย (Body Support) ชุดอุปกรณ์ที่ผู้ปฏิบัติงาน สวมใส่ มีความกระชับและสามารถกระจายแรงจากการตกจากที่ สูงได้ โดยตัวผู้ปฏิบัติงานไม่หลุดออกจากชุดอุปกรณ์ ได้แก่ เข็มขัด นิรภัยชนิดเต็มตัว (Full body harness)
  3. C: อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connection) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ ระหว่างจุดยึด (Anchorage) และส่วนพยุงร่างกาย (Body Support) ได้แก่ Snap hook, Big hook, Carabiners, Lanyard, Shock absorber
  4. D: อุปกรณ์กู้ภัย (Descent/Rescue) อุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือ และกู้ภัยผู้ปฏิบัติงานหากมีการตกจากการทำงาน ได้แก่ Rollgliss, Rescumatic, Life-line system, Pulley และ Tripod

นอกจากนี้ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับที่สูงก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย คือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2551 โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น

ข้อ ๘ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานก่อสร้างบนพื้นต่างระดับที่มีความสูงตั้งแต่ ๑.๕๐ เมตรขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีบันไดหรือทางลาดพร้อมทั้งติดตั้งราวกั้นหรือรั้วกันตกที่มั่นคงแข็งแรงเพื่อให้ เกิดความปลอดภัย

ข้อ ๓๐ การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู และงานอื่นในลักษณะเดียวกัน ให้นายจ้างจัดให้มี ราวกั้นหรือรั้วกันตก แสงสว่าง และป้ายเตือนอันตราย ตามลักษณะของงานก่อสร้างเพื่อให้เกิดความ ปลอดภัยไว้ตลอดเวลาทำงาน และในเวลากลางคืนต้องจัดให้มีสัญญาณไฟสีส้มหรือป้ายสีสะท้อนแสง เตือนอันตรายให้เห็นได้ชัดเจน

ข้อ ๙๐ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำ งานบนที่ลาดชันที่ทำ มุมเกินสามสิบองศาจากแนวราบและสูงตั้งแต่ ๒ เมตร ขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีนั่งร้านที่เหมาะสมกับสภาพของงานสายหรือเชือกช่วยชีวิต และเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ หรือเครื่องป้องกันอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน ให้ลูกจ้างใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยที่มา

ในการทำงานบนที่สูงทุกครั้ง  ต้องออกแบบพื้นที่ทำงานให้เกิดความปลอดภัยอย่างสูงสุด ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้และทักษะ  และใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกให้ถูกต้องเหมาะสมด้วยนะครับ

 

ที่มา

http://www.thai-safetywiki.com/fall-protection

http://www.pangolin.co.th อุปกรณ์กันตกจากที่สูง 

http://www.oshthai.org

 

รู้จัก Safety Data Sheet(SDS) กันหน่อย

ในบทความก่อนหน้านี้ ได้อธิบาย เรื่อง ค่ามาตรฐานและความเป็นพิษ (Standard and Toxicity) เช่น TEL, LD50, LC50ไปแล้วนั้น จากการสอบถามพนักงานหลายๆคน ยังพบว่าไม่ค่อยได้อ่าน หรือไม่เข้าใจ MSDS สักเท่าไร ครั้งนี้เลยขอกลับมาทบทวนเรื่องนี้อีกสักครั้งครับ

Material Safety Data Sheet(MSDS) หรือ Safety Data Sheet (SDS) เอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี เป็นเอกสารที่แสดงข้อมูลเฉพาะของสารเคมีแต่ละตัวเกี่ยวกับลักษณะความเป็นอันตรายของสารเคมี องค์ประกอบของสารเคมี พิษ วิธีใช้ การเก็บ การกำจัดและการจัดการอื่นๆ  ซึ่งจะต้องมีประจำไว้ในพื้นที่ใช้งาน  มีไว้ในห้องปฏิบัติการทุกห้องเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้สารเคมีในห้องปฏิบัติการ นอกจากมีเก็บไว้แล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการศึกษาทำความรู้จัก หรือทำความเข้าลักษณะของสารเคมีนั้นที่เราต้องใช้งานเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีที่มีความอันตรายสูง  ผู้ปฏิบัติงานยิ่งต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างดีครับ

สำหรับในข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีนั้น จะมีข้อมูลแสดงตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

ข้อมูลที่อยู่ใน MSDS หรือ SDS ของสารเคมี

  1. การชี้บ่งเคมีภัณฑ์ (Chemical Identification) จะระบุชื่อ ชื่อเคมี สูตรโมเลกุลต่างๆ 2. ชื่อผู้ผลิต/จำหน่าย (Manufacturer and Distributor)
  2. การใช้ประโยชน์ (Uses)
  3. ค่ามาตรฐานและความเป็นพิษ (Standard and Toxicity) เช่น LD50, LC50, IDLH, PEL, TEL ค่าต่างๆเหล่านี้สำคัญมากครับ  ผมเคยอธิบายไว้ในบทความก่อนครับ
  4. คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี (Physical and Chemical Properties) เช่น สี กลิ่น  สถานะปกติ  จุดเดือด  ความถ่วงจำเพาะ
  5. อันตรายต่อสุขภาพอนามัย (Health Effect)
  6. ความคงตัวและการเกิดปฏิกิริยา (Stability and Reaction) เช่น ความคงตัวทางเคมี สารเคมีอันตรายที่เกิดจากการสลายตัว สารที่เข้ากันไม่ได้
  7. การเกิดอัคคีภัยและการระเบิด (Fire and Explosion) จะมีการระบุ NFPA Code ค่า LEL  UEL  สารดับไฟ  อันตรายจากการระเบิดและเพลิงไหม้ผิดปกติ
  8. การเก็บรักษา/สถานที่เก็บ/เคลื่อนย้าย/ขนส่ง (Storage and Handling)
  9. การกำจัดกรณีรั่วไหล (Leak and Spill) วิธีการปฏิบัติในกรณีเกิดการหกรั่วไหล การพิจารณาการกำจัด
  10. อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPD/PPE) ข้อแนะนำการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล(PPD/PPE)
  11. การปฐมพยาบาล (First Aid)
  12. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impacts)
  13. การเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ (Sampling and Analytical)
  14. การปฏิบัติกรณีฉุกเฉิน (Emergency Response)
  15. เอกสารอ้างอิง (Reference)

อ้างอิงตาม ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ กองจัดการสารอันตรายและกากของเสีย  กรมควบคุมมลพิษ

สำหรับสารเคมีที่นำเข้า หรือที่มี SDS เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะมีข้อมูลแตกต่างกันไปบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ก็ใกล้เคียงกัน

แต่เราต้องนำ SDS ที่เป็นภาษาอังกฤษมาแปลให้เป็นภาษาไทย เพื่อสะดวกในการใช้งาน พร้อมกับสื่อสาร หรือสอนให้ผู้ทำงานเข้าใจด้วยนะครับ

เพื่อความปลอดภัย

ตัวอย่าง SDS ของสารเคมีครับ

 

NH3

LPG