แนะนำฉลากสิ่งแวดล้อม

สวัสดีครับ หลังจากได้เขียนบทความเกี่ยวกับฉลากเขียวไปแล้ว นอกจากฉลากเขียวแล้วก็ยังมีสินค้าและบริการอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยวันนี้ขอแนะนำ   www.ecoprothailand.com แหล่งข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย อาทิเช่น ฉลากเขียว  ฉลากเบอร์ 5 ฉลากลดคาร์บอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งความรู้ต่างๆ อีกด้วย

มาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ด้วยการสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกันนะครับ

 

ฉลากเขียว ร่วมด้วยช่วยใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หลายคนอาจเคยเห็นสัญลักษณ์นี้ติดอยู่บนสินค้าบางชนิด แล้วรู้หรือไม่ว่า สัญลักษณ์สีเขียวมีรูปหน้าเด็กยิ้ม ต้นไม้และนกที่อยู่ร่วมกันในโลกที่เห็นนี้เป็นสัญลักษณ์ “ฉลากเขียว” ของประเทศไทย

ว่าแต่ฉลากเขียวนี้คืออะไร มีดีอย่างไร บทความนี้เลยเอาเรื่องฉลากเขียวมาเล่าสู่กันฟังครับ

  • ฉลากเขียว คือ ฉลากที่รับรองและให้กับผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน โดยคุณภาพยังอยู่ในระดับมาตรฐานที่กำหนด
  • การรับรองเป็นไปตามเกณฑ์หรือข้อกำหนดของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
  • ฉลากเขียวที่ติดอยู่กับผลิตภัณฑ์จะเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบว่า ผลิตภัณฑ์นั้นๆ เน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง ขณะใช้งานผลิตภัณฑ์ ขณะออกสู่ตลาด และตลอดจนการกำจัดซากผลิตภัณฑ์หลังจากใช้งานแล้ว เช่น ส่งเสริมการนำขยะมูลฝอยหรือขยะอันตรายกลับมาใช้ประโยชน์หรือกลับมาใช้ใหม่ การลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมด้วยการผลิตและการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวหมายรวมถึงสินค้าและบริการหลายประเภท ยกเว้นอาหาร ยา และเครื่องดื่ม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้งสามประเภทดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสุขภาพความปลอดภัยในการบริโภคโดยตรงมากกว่าด้านสิ่งแวดล้อม
  • ฉลากเขียว ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าหรือการตลาด แต่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันและปรับปรุง สภาพแวดล้อมภายในประเทศ ดังนั้นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศก็มีสิทธิ์สมัครขอใช้ฉลากเขียวเช่นเดียวกับผู้ผลิตภายในประเทศภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
  • ฉลากเขียว ไม่ได้เป็นรางวัลด้านสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นจึงไม่มีการออกข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับสิ่งแวดล้อมหรือทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เช่น จักรยาน กลุ่มเป้าหมายจะเป็นสินค้าหรือบริการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม โดยที่ผู้ผลิตมีทางเลือกอื่นในการผลิต

ปัจจุบันมีข้อกำหนดฉลากเขียวสำหรับในการรับรองกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งหมด 25 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีคุณลักษณะเด่นด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละผลิตภัณฑ์หากได้รับการรับรอง และเพื่อให้ผู้บริโภคใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกใช้อาทิเช่น

รายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิ์ให้ใช้เครื่องหมายฉลากเขียว

http://www.tei.or.th/greenlabel/thnamelist.html

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว เป็นแนวทางหนึ่งที่เราจะสามารถช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกให้ดีขึ้น เพราะข้อกำหนดฉลากเขียวกำหนดโดยพิจารณาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ว่าจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรบ้าง และข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากเขียวจะมีความปลอดภัยจากการใช้สีและสารเคมีที่เป็นอันตรายในปริมาณที่น้อยกว่า

ในปัจจุบันการใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในไทยยังจะเด่นมากนัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดมีราคาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าที่ไม่ได้รับฉลากเขียว แต่ภาครัฐและเอกชนบางแห่งก็ให้ความสำคัญโดยใช้ “นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” (Green Procurement) ซึ่งจะกำหนดเป้าหมายให้จะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น   

ในมุมมองของนักสิ่งแวดล้อม ก็มองว่าหากมีการใช้ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวกันมากขึ้น ก็จะทำให้ช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลงได้และจะช่วยกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใส่ใจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เราเองก็สามารถมีส่วนร่วมได้ในการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ด้วยการสนุบสนุนการใช้สินค้าฉลากเขียว

เลือกซื้อสินค้าทุกครั้ง (ถ้าทำได้)เลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากเขียวกันนะครับ

ที่มา

http://www.tei.or.th/greenlabel/th_index.html

http://www.ecoprothailand.com/thai/eco_labels_detail.php?lid=10

คู่มือแนะนำโครงการฉลากเขียว โดยสำนักเลขานุการโครงการฉลากเขียว สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ดัชนีคุณภาพอากาศ

ในบทความก่อนได้เล่าถึงเรื่องฝุ่นละออง Particulate matter ไปแล้ว นอกจากปัญหาฝุ่นละอองแล้ว ยังมีมลพิษทางอากาศอีกหลายชนิดที่มีค่าเกิดมาตรฐาน หรือมีค่าที่สูงกว่าปกติจนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยได้  ทางกรมควบคุมมลพิษจึงได้จำทำดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อเป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

ดัชนีคุณภาพอากาศที่ใช้อยู่ในประเทศไทย คำนวณโดยเทียบจากมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปของสารมลพิษทางอากาศ 5 ประเภท ได้แก่ ก๊าซโอโซน (O3) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เฉลี่ย 1 ชั่วโมง ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เฉลี่ย 8 ชั่วโมง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง และฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ดัชนีคุณภาพอากาศที่คำนวณได้ของสารมลพิษทางอากาศประเภทใดมีค่าสูงสุด จะใช้เป็นดัชนีคุณภาพอากาศของวันนั้น

ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง มากกว่า 300 ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 100 จะมีค่าเทียบเท่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป หากดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงเกินกว่า 100 แสดงว่าค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐานและคุณภาพอากาศในวันนั้นจะเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

 

 

นอกจากนี้ในปัจจุบันเรายังสามารถทราบถึงคุณภาพอากาศ และสภาพอุตุนิยมวิทยาได้แบบออนไลน์ สามารถเข้าดูข้อมูลได้ที่ลิงค์ด้านล่าง หรือคลิ๊กที่รูปครับ

รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย  http://air4thai.pcd.go.th/web/region.php?region=2

ฝุ่นละออง Particulate matter(PM) ความเสี่ยงในบรรยากาศใกล้ตัว

ฝุ่นละอองเป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง เราจะได้เห็นข่าวเรื่องปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือเป็นประจำ ซึ่งก็คือปัญหา ฝุ่นละอองนั่นเอง จากข้อมูลผู้ป่วยใน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในเขตภาคเหนือตอนบนพบว่าอัตราการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี  นอกจากปัญหาหมอกควันในภาคเหนือแล้ว  ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเองก็มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากควันดำรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงฝุ่นที่เกิดจากการก่อสร้าง ฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง การเผาไหม้หญ้าด้วย

ฝุ่นละออง(Particulate matter) หมายถึง อนุภาคที่เป็นของแข็ง หรือของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรา  ฝุ่นละอองเป็นสารที่มีความหลากหลายทางด้านกายภาพและองค์ประกอบ ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด ลักษณะที่แตกต่างกัน ได้แก่ ขนาดของฝุ่น ปริมาณ รูปร่าง ความหนาแน่น การนำไฟฟ้า การกัดกร่อน การดูดความชื้น เป็นต้น

ในเรื่องของการควบคุมมลพิษทางอากาศ คุณสมบัติที่สำคัญ คือ ขนาดของฝุ่น(Particle size) โดยจะจำแนกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน, ฝุ่นขนาดกลาง 1-10 ไมครอน และฝุ่นขนาดใหญ่ 10-100 ไมครอน

ฝุ่นขนาด 1-10 ไมครอน เป็นฝุ่นขนาดที่มีความสำคัญในการควบคุม เนื่องจากฝุ่นจากการเผาไหม้ และฝุ่นจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมักอยู่ในช่วงนี้  ซึ่งฝุ่นขนาดที่เล็กกว่า 10 ไมครอน จัดว่าเป็น Respirable dust ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้กำหนดอย่างเป็นทางการให้ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน( PM2.5) จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็งนอกจากกนี้ยังมีการศึกษาแล้วพบว่ามีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึกสุดได้

 

 

สำหรับในประเทศไทยกฎหมายได้กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 10ไมครอน(PM10)เฉลี่ย 24 ชม ไว้ที่ ไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ส่วนขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) เฉลี่ย 24 ชม นั้นกำหนดไว้ ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

สำหรับในโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องมีระบบในการควบคุมฝุ่นละออง ซึ่งมีหลากหลายวิธีการ  ส่วนในเรื่องของความปลอดภัย และการใช้ชีวิตประจำวันจะให้หลีกเลี่ยงไม่เจอฝุ่นเลยคงทำได้ยาก ดังนั้นก็ควรหันมาใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของเราเอง ที่สำคัญสำหรับการใช้หน้ากากอนามัย ให้ดูคุณสมบัติที่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กด้วยนะครับ

 

ที่มา

http://www.balanceenergythai.com/pm2-5-particulate-matter/

http://www.pcd.go.th/index.cfm

http://www.pcd.go.th/info_serv/reg_std_airsnd01.html

ตำราระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม