อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม

Sharpen The Saw ลับเลื่อยให้คม เป็นอุปนิสัยของการเติมพลังชีวิตทุกวัน  โดยมีหลักการคือ การเติมพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสมดุล 

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม จะช่วยให้อุปนิสัยอื่นๆเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

เรามักจะได้ยินคำผู้คนพูดว่า “ไม่มีเวลา” บ่อยๆ นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเรายังไม่ได้สร้างความสมดุลให้กับชีวิต หรือ Work life balance  โดย ดร.โควีย์ ได้บอกว่ามี 4 มิติที่เราต้องสร้างความสมดุล ต้องเติมพลังอย่างต่อเนื่อง ถ้าละเลยด้านใดด้านหนึ่งก็จะส่งผลกระทบต่ออีก 3 ด้าน ถ้าเราดูแลทุกด้านเป็นอย่างดีก็จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆ

ทั้ง 4 มิติที่ว่า และแนวคิดเพื่อเติมพลัง ได้แก่

     1. Body ร่างกาย – การออกกำลังกาย การนอนหลับให้เพียงพอ การตั้งเป้าหมายสุขภาพ การเลือกทานอาหาร

  1. Heart จิตใจ –การให้คุณค่าความแตกต่างในตัวบุคคล ฝึกฝนการฟังอย่างเข้าใจ ผูกมิตรให้มีเพื่อนมากขึ้น  ให้อภัย  สร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและญาติมิตร
  2. Mind ความคิด –การเขียนบันทึกประจำวัน การอ่านหนังสือให้หลากหลาย สะสมค้นหาแรงบันดาลใจ ทำงานอดิเรก  ฝึกแยกตนเองออกมาเพื่อตรวจสอบกรอบความคิดตนเอง
  3. Spirit จิตวิญญาณ –ทบทวนคำปฏิญาณส่วนตน อ่านวรรณกรรม ศึกษาอัตชีวประวัติบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ ฟังดนตรี  มุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคม พัฒนาจิตวิญญาณตามที่ศรัทธา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ 

แนวทางในการฝึกฝนอุปนิสัยส่วนนี้ คือ การทำตารางเพื่อให้บรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน โดยการกำหนดสิ่งที่เราจะทำในแต่วัน ให้ครบถ้วนทุกมิติ และพยายามทำให้ได้  เมื่อเราบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน ก็จะช่วยให้เราบรรลุชัยชนะส่วนรวม 

“เวลาที่คุณลงทุนในชัยชนะส่วนตนประจำวันจะส่งผลต่อทุกการตัดสินใจ ทุกสัมพันธภาพ ช่วยเพิ่มคุณภาพและความมีประสิทธิผลของเวลาที่เหลือในวันนั้นได้อย่างมาก” Stephen R. Covey

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Synergize เป็นอุปนิสัยของความร่วมมืออย่างอย่างสรรค์ การผนึกพลังประสานความต่าง เป็นบททดสอบที่แท้จริงและเป็นการรวมเอาอุปนิสัยอื่นๆทั้งหมดไว้ด้วยกัน

Synergize จะยึดหลักการของความสร้างสรรค์ ร่วมมือ ความหลากหลายและความถ่อมตน  โดยต้องมองหาสิ่งที่ดีกว่า ค้นหาทางเลือกที่3 โดยให้คุณค่าความแตกต่าง เป็นเรื่องของการสร้างทีมงาน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดผลแบบทวีคูณ แบบที่เรียกว่า 1+1 > 2

เส้นทางสู่การพนึกพลังประสาน จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ

  1. กำหนดจุดมุ่งหมายในใจให้ชัดเจน เปิดเผยปัญหาหรือประเด็นที่ต้องการแก้ไข กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกันอย่างชัดเจน
  2. เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา อุปนิสัยที่ 5 และใช้อุปนิสัยที่ 4 Win-Win ด้วย
  3. สำรวจทางเลือก โดยให้ทุกคนแสดงความเห็นโดยไม่ต้องกลัวถูกวิจารณ์หรือถูกตัดสิน อาจจะได้ความคิดใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนเต็มใจที่จะสำรวจทางใหม่ ทิ้งความคิดเดิมที่ตนเองชอบหรือเสนอทิ้งไปก่อน

โดยองค์ประกอบทั้ง3 นี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของ2 สิ่ง คือ

  1. ความเต็มใจ ที่จะค้นหาทางเลือกที่ 3 ถ่อมตน ลดอัตตาตัวตนลง เปิดใจให้กว้าง
  2. การให้คุณค่าความแตกต่าง โดยมุ่งเน้นจุดแข็งของแต่ละคน

Synergize ไม่ได้มองแค่การทำงานเป็นทีม ถ้ามีหัวหน้าทีมที่เผด็จการ พยายามจะให้ลูกทีมใช้แนวทางของหัวหน้า มันอาจจะสำเร็จได้ตามเป้าหมายแต่ก็ไม่ใช่ Synergize เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น ลูกทีมแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น

แนวทางของ Synergize คือการที่ทุกคนในทีม ช่วยกันคิดสำรวจทางเลือกที่ทุกคนจะได้รับชัยชนะ จะต้องไม่วิจารณ์แนวทางของคนอื่น  สามารถมีการต่อยอดจากสิ่งที่เคยทำๆ กันมา จะต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อให้เกิดผลงานแบบทวีคูณ และทุกคนยอมรับปฏิบัติตามได้ถึงจะเป็น Synergize

ต้องดึงเอาความสามารถของคนอื่นออกมาใช้ พร้อมทั้งผสมผสานความแตกต่างของแค่ละคนเพื่อให้ส่งเสริมหรือเกื้อหนุนให้มีผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

 Synergize 1+1 > 2

ผู้คนต้องรู้สึกมีส่วนร่วมจากใจจริงและเห็นคุณค่าเท่านั้น พวกเขาจึงจะทุ่มเทมอบสิ่งดีที่สุดในตนเองให้”

Stephen R. Covey

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา

ถ้าอยากจะให้คนอื่นเข้าใจเรา เราจะต้องเข้าใจเขาก่อน  

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเราSeek first to understand and then to be understood  

หลักสำคัญเป็นเรื่องของการสื่อสารอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้เกียรติกัน เข้าอกเข้าใจและกล้าหาญ

ดร.โควีย์ ได้ให้แนวทางในการเข้าใจคนอื่นก่อนว่า หลักการสำคัญที่สุดก็คือ การฟัง ต้องเป็นการฟังอย่างเข้าใจ  ไม่ใช่แค่ฟังอย่างตั้งใจเท่านั้นครับ

แนวทางในการฝึกฟัง คือ ให้เราฟังก่อน ห้ามพูดเสนอความเห็นแต่ให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดว่าเขารู้สึกเช่นนั้นหรือเปล่า  จนกว่าเราจะเข้าใจจริงๆ ดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความจริงเรามักจะไม่ได้ฟังจริงๆ ลองนึกดูนะครับเวลาเราฟังคนอื่นพูดเรามักจะคิดตามเขา  มักจะหาข้อโต้แย้งกรณีไม่เห็นด้วย  มักจะคิดว่าเขาผิดถูก หรือใจลอยโดยไม่ได้ฟังเลย ไม่ทันไรเราก็พูดแทรกยิ่งทำงานมานานๆประสบการณ์สูง ยิ่งไม่อยากฟัง จริงไหมครับ

ฟังด้วยเจตนารมณ์ที่จะเข้าใจ ในการฝึกอบรมจะให้เราฝึกครับ โดยให้ฟังคนหนึ่งพูด และให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกและคำพูด รวมถึงถามเพื่อสร้างความชัดเจน  ยกตัวอย่าง เช่น

ผู้พูด : ฉันว่าหัวหน้าไม่ยุติธรรมเลย  ไม่ให้ฉันทำงานนี้

ผู้ฟังตอนสนอง : คุณคิดว่าที่หัวหน้าไม่ให้คุณทำงาน เพราะหัวหน้าไม่ยุติธรรมเหรอ?

ผู้พูด: ใช่

ผู้ฟัง ถามเพื่อสร้างความชัดเจน : ทำไมคุณถึงคิดว่าหัวหน้าไม่ยุติธรรมกับคุณ หมายถึงอย่างไร?

 

หลังจากฝึกฟัง การทำให้คนอื่นเข้าใจเราก็เป็นอีกครึ่งหนึ่งของการสื่อสารที่มีประสิทธิผล

เราต้องแบ่งปันมุมมองของเราอย่างตรงไปตรงมา โดยใช้คำพูด “ฉัน” เช่น

ฉันรู้สึกเกี่ยวกับ….  

คุณอาจพูดถูกแต่ฉันอยากแบ่งปันประสบการณ์ฉัน ฉันว่า…

ขอบคุณสำหรับความคิดคุณ คุณยินดีจะรับฟังมุมมองของฉันไหม?

 

ฝึกฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรา โดยการให้เกียรติผู้อื่นด้วย

 

“ความเข้าอกเข้าใจเป็นรูปแบบการสื่อสารของมนุษย์ที่เร็วที่สุด”  Stephen R. Covey

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ

ตั้งแต่อุปนิสัยที่ 4-6 จึงเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดชัยชนะส่วนรวม เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

อุปนิสัยที่ 4 คือ คิดแบบชนะ-ชนะ Think win-win เป็นเรื่องของการเปลี่ยนความคิดของเราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่เราติดต่อด้วย โดยให้เราคิดแบบ ชนะ-ชนะ ซึ่งอยู่บนหลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน ความยุติธรรม และใจกว้าง

ให้เปลี่ยนความคิดมาคิดว่าสิ่งต่างๆ มีมากมายพอสำหรับทุกคน

แนวทางปฏิบัติคือฝึกให้เป็นคนใจกว้าง กล้าหาญที่จะแสดงความต้องการ ลดความขี้เกรงใจ ต้องฝึกคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นเท่ากับผลประโยชน์ของตน และมุ่งสร้างข้อตกลงแบบ ชนะ-ชนะ

ดร.โควีย์ ได้จำแนกความสัมพันธ์ของมนุษย์ไว้ 6 ลักษณะ ได้แก่

  • ชนะ-แพ้ Win-Lose ฉันต้องชนะ คุณต้องแพ้ เช่น การแข่งขันกีฬา
  • แพ้-ชนะ Lose-Win ยอมที่จะแพ้ เช่น แม่กับลูก
  • แพ้-แพ้ Lose-Lose ถ้าฉันแพ้ คุณก็ต้องแพ้ด้วย ตาต่อตาฟันต่อฟัน แบบสงคราม
  • ชนะเท่านั้น Win ฉันต้องชนะเท่านั้น ไม่สนคนอื่นจะเป็นอย่างไร มีตนเองเป็นศูนย์กลาง
  • ชนะ-ชนะ Win-Win ต้องหาทางออกที่ดีให้กับทั้งคู่
  • ชนะ-ชนะ หรือไม่มีการตกลง Win-Win or No deal

ในความสัมพันธ์ระยะยาว ถ้าเราไม่ชนะด้วยกันทั้งคู่ เราก็จะแพ้ด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นในการสร้างสัมพันธภาพจึงควรมุ่งสร้างแบบ ชนะ-ชนะ  โดยแนวคิดนี้เป็นกฎพื้นฐานของการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้ยั่งยืน เหมือนกับที่เคยเจอในหนังสือหลายๆเล่มว่า เราต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติกับเรา

 

ในการนำเอาความคิดแบบ ชนะ-ชนะ ไปใช้นั้น สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ ยกตัวอย่างเช่น

กรณีหัวหน้ากับลูกน้อง มักจะมีปัญหาในการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน หัวหน้ามักจะคิดว่าตัวเองเก่ง คิดมาดีแล้ว คิดว่าตัวเองเหนือกว่าลูกน้องในทุกด้าน ลูกน้องก็จะคิดว่าทำไมหัวหน้าเผด็จการ ไม่ฟังความเห็นเลย จะสั่งอะไรก็ได้ แบบนี้ก็เป็นความคิดแบบ Win-Lose ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ความสัมพันธ์ก็ไม่ดี แต่ถ้าเรา ถามความเห็นลูกน้องก่อน ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็อาจจะเสนอว่ามีทางอื่นอีกไหม แล้วมาลองหาข้อดีข้อเสียร่วมกัน แต่ถ้าเห็นว่าถูกต้องก็ชมและให้ยกว่าเป็นความคิดเค้าให้ดำเนินการได้ ก็จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับ และภูมิใจว่าเป็นผลงานของเค้า แบบนี้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนมากกว่า

ผมเองลองเอาแนวคิดแบบ Win-Win ไปใช้ในการแก้ปัญหา ทั้งกรณีทั้งกับลูกน้อง กับหัวหน้า กับครอบครัว บางกรณีก็ได้ผลดี แต่บางครั้งก็ยังไม่ค่อยได้ผล บางทีไม่สามารถสร้างข้อตกลงได้ด้วยซ้ำ

พอมาลองคิดดูว่าทำไมถึงไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ก็ต้องขอบอกว่า หากคนที่เราต้องการสร้างความสัมพันธ์ด้วยยังไม่ได้นำเอาอุปนิสัยที่ 1-3 ไปใช้ก็ยากที่จะสร้างข้อตกลงแบบ win-win ได้ โดยเฉพาะอุปนิสัยที่ 1 Be Proactive  บางคนจะต้องเอาชนะให้ได้ ต้องได้ผลประโยชน์เท่านั้น ไม่ยอมเสียเปรียบ ไม่ยอมรับฟัง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก็เกิดขึ้นได้ยาก

แต่อย่างไรก็ตามอุปนิสัยแบบ win-win ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้องหมั่นฝึกฝน โดยในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วยความมีสติ เพื่อความยั่งยืนของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

“ความสำเร็จของใครคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยความสูญเสียของคนอื่น” Stephen R. Covey

อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน

หลังจากได้อธิบายอุปนิสัยที่ 1 และ 2 ใน The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งก็คือ Be Proactive กับ เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ  Begin With the End in Mind ไปแล้วนั้น

ก็มาถึงอุปนิสัยที่ 3 คือ การทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน  Put First Things First  เป็นอุปนิสัยของการบริหารส่วนตน

 “สิ่งสำคัญคือการทำให้สิ่งสำคัญ  สำคัญ”  Stephen Covey

งงมั้ยครับ แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญ?   ก็คือสิ่งที่เราได้กำหนดไว้ในอุปนิสัยที่ 2 Begin With the End in Mind ครับ คือ กิจกรรม งานต่างๆ ที่สอดคล้องกับคำปณิธาน ของเราครับ

สำหรับอุปนิสัยที่ 3 นี้ทางผู้เขียนเขา ใช้การตัวอย่างเรื่องของการนำเอาก้อนหินหลายๆ ขนาด ซึ่งมีขนาดใหญ่ กลาง และขเล็ก จนไปถึงก้อนกรวด แล้วให้ใส่ลงไปในถังเปล่า 1 ใบให้เต็ม โดยต้องไม่ให้เกินกว่าขอบถัง ผู้ที่ได้รับเชิญจะเทก้อนกรวดลงไปในถังก่อน จากนั้นค่อยพยายามใส่ก้อนหินแต่ละขนาดลงไป จึงมีก้อนหินหลายก้อนที่ไม่สามารถใส่ได้ โดยเฉพาะก้อนใหญ่ๆ  พอถึงคราวที่ ดร.โควีย์  ทำให้ดู ก็คือให้ใส่ก้อนหินขนาดใหญ่ลงไปก่อน ตามด้วยขนาดกลาง เล็ก จากนั้น ก็เทก้อนกรวดลงไป ซึ่งกรวดเหล่านี้ก็จะไปแทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของหินก้อนใหญ่ ทำให้สามารถใส่หินทั้งหมดลงถังได้

โดยได้เปรียบเทียบว่า หินขนาดใหญ่(Big Rock) คือสิ่งสำคัญของชีวิตเรา  ก้อนขนาดกลาง เล็ก และกรวด มีสำคัญลดหลั่นกันลงมา ถ้าเรามัวแต่ไปใส่ใจกับกรวด หรือสิ่งที่สำคัญน้อย ก็จะทำให้เราไม่มีเวลาที่จะมาทำสิ่งสำคัญ  ซึ่งทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายซักที สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ให้ความสำคัญกับสิ่งสำคัญในชีวิตของเราก่อน จากนั้นก็ค่อยพิจารณาความสำคัญลำดับรองลงไป

โดย ดร.โควีย์ ได้ให้เราจำแนกกิจกรรมต่างๆ ออกเป็น 4 ประเภท ตามตารางเวลา ตามรูปด้านล่างนี้

Q1 สำคัญ และเร่งด่วน เป็นงานจำเป็นต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น ประชุมด่วน  วิกฤติการณ์ต่างๆ ปัญหากดดัน  สิ่งที่ไม่คาดคิด งานแบบนี้ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เราไม่สามารถจัดสรรเวลาได้  เพราะมัวแต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา

Q2  สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เป็นงานที่ก่อเกิดประสิทธิผล เป็นกิจกรรมที่เน้นการวางแผนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น เช่น การทำงานแบบ Proactive  การทำงานเพื่อเป้าหมายสำคัญ ความคิดสร้างสรรค์  การวางแผนป้องกัน  การเรียรู้  เป็นต้น แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยใช้เวลากับส่วนนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งคิด นั่งวางแผน เพื่อป้องกันระยะยาว

Q3 ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน เป็นงานที่รบกวน ส่วนใหญ่เรามักจะใช้เวลาส่วนนี้มากไปหน่อย เช่น การประชุมที่ไม่เกี่ยวข้อง  การอ่านและตอบอีเมล์ การรับโทรศัพท์ของใครก็ตามที่โทรเข้า เป็นต้น

Q4 ไม่สำคัญ ไม่เร่งด่วน เป็นสิ่งที่เสียเวลา เช่นการเล่น Facebook  การเล่นเกมส์  การดูทีวี เล่น Internet   การพักผ่อนมากเกินไป  ส่วนใหญ่คนมักจะทำกิจกรรมเหล่านี้มากเกินไป จนไม่เหลือเวลาทำงานสำคัญ

 

สิ่งที่เราต้องทำ คือ  การให้เวลาในกิจกรรมสำคัญที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมาย มุ่งเน้นงานใน Q2   ซึ่งเรื่องพวกนี้ได้แก่ เรื่องของการวางแผน  การป้องกันปัญหา   การแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ โดยหากเราทำงานใน Q2 ได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เรื่องเร่งด่วนต่าง ๆใน Q1 ก็จะลดลงตาม

การจัดตารางให้การทำสิ่งสำคัญ Big Rock ลงไปในตารางก่อน จากนั้นจึงค่อยจัดระเบียบงานปลีกย่อยส่วนที่เหลือ และเราก็พยายามลดกิจกรรมที่ไม่สำคัญใน Q3, Q4 ไปด้วย

และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเลือก ต้องยืนหยัดในการทำสิ่งสำคัญก่อนเสมอ

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

อุปนิสัยที่ 2 ก็คือ Begin with the end in mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

การเริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ หมายความถึง การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแบบชัดเจน ว่าสิ่งใดที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเรา

ดร.โควีย์ ได้แนะนำให้เขียนคำปณิธานส่วนบุคคล โดยให้ทุ่มไปที่ลักษณะที่เราต้องการจะเป็น สิ่งที่เราต้องการจะทำ และหลักการที่จะทำให้เกิดการกระทำและดำรงไว้  คำปณิธานส่วนบุคคลถ้าวางอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะกลายเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต ที่จะเป็นกรอบในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ยังคงใช้ได้กับตัวเรา

ยกตัวอย่างคำปณิธานขององค์กร ซึ่งคนที่ทำงานในบริษัทก็คงเห็นกันจนชินตา แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่มีความยอมรับนับถือและไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน เพราะไม่มีส่วนร่วม ไม่ผูกมัด แต่จริงๆแล้วมีความสำคัญมาก เพราะเป็นค่านิยมร่วมกันของทุกคนในองค์กร ถ้าพนักงานทุกคนเข้าใจยอมรับจะเกิดความทุ่มเทในการทำงานตามกรอบเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีการ ควบคุม ตำหนิ ก็ทำให้เกิดการทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน ก็ให้เกิดประสิทธิผลสูง

สำหรับผมแล้วอุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ Begin with the End in Mind เป็นมากกว่าการกำหนดเป้าหมายชีวิตอย่างที่เคยทำมา

เขียนบทชีวิตใหม่ครับ  ด้วยการเขียนคำปณิธานส่วนตนบนพื้นฐานหลักการประสิทธิผล กำหนดจากสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ครอบคลุมทุกมิติที่สำคัญ ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตทำงาน  เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากๆ ก็ย้อนกลับมาดูปณิธานที่เขียนไว้ว่ามันขัดกันหรือเปล่า ถ้าขัดก็ไม่เลือก ถ้าสอดคล้องก็ทำต่อครับ

“ไม่สำคัญว่าคุณไปได้เร็วแค่ไหน หากคุณมุ่งหน้าไปผิดทาง”  Steven R. Covey

เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ  กำหนดผลลัพธ์ก่อนลงมือทำ สร้างและดำเนินชีวิตตามคำปณิธานส่วนตน

อุปนิสัยที่ 1 บี โปรแอคทีพ (Be Proactive)

บี โปรแอกทีพ Be Proactive ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยินคำว่า Proactive ผมเข้าใจว่าเป็นการทำงานในเชิงรุก คือ ทำไปก่อนที่จะถูกบังคับให้ทำ ป้องกันสิ่งต่างๆก่อนที่จะเกิดปัญหา การเสนอทำสิ่งใหม่ๆ การคิดไปล่วงหน้า แต่พอได้เข้าอบรมและอ่านหนังสือเพิ่มเติมจึงพบว่าไม่ใช่เลย

อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ตามที่ Stephen R. Covey  บอกหมายถึง ความรับผิดชอบในชีวิตของตนเอง โดยที่เรามีอิสรภาพในการเลือกที่จะตอบสนอง เรามีความคิดริเริ่มและความรับผิดชอบชอบที่จะดำเนินการให้เกิดผล

อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ คือ อิสรภาพในการเลือก

Proactive คือ การที่เรารับผิดชอบต่อชีวิตเราเอง โดยการเลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้เงื่อนไขต่างๆมาบงการชีวิตเราได้  ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น กรณีที่เราเจอเหตุการณ์รถติดนานๆ เราก็จะอารมณ์เสีย หงุดหงิด พาลด่าคนอื่นไปทั่ว แถมยังส่งต่ออารมณ์เสียไปให้คนอื่นทางไลน์ ทางเฟสบุ๊คอีกซึ่งก็ทำให้เราเสียสุขภาพจิตลงไปอีก แต่ถ้า Proactive เราก็จะเลือกที่จะไม่นำเอาการที่รถติดมาทำให้อารมณ์เสีย เราจะหาทางทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากรถที่ติด เช่น รถติดก็ดีจะได้คิดทบทวนงานที่ จะได้มีเวลาคุยกับแฟน ถ้าไม่ได้ขับรถเองหาหนังสืออ่านก็ดี หรือถ้าติดมากๆจะเขียนบันทึกก็ได้ ฯลฯ เราเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางบวกเป็นตัวอย่างของอุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ครับ

Proactive เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จเพราะจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง เลือกที่จะสนองตอบเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น  ไม่ปล่อยให้เงื่อนไขภายนอกหรือสิ่งเร้าต่างๆ มาเป็นนายเรา  

แล้วทำยังไงถึงจะมีอุปนิสัย Proactive  ดร.โควีย์ ได้ให้ข้อแนะนำไว้ โดยผมลองสรุปเอาเองดังนี้ครับ

  1. ฝึกระงับอารมณ์ คิดก่อนทำ
  2. เลือกใช้ภาษา proactive เช่น ฉันทำได้ ฉันขอโทษ ฉันเลือกวิธีอื่น ฉันควบคุมได้ ต้องมีสิ่งที่เราทำได้
  3. ให้ความสำคัญกับขอบเขตแห่งอิทธิพล เราต้องทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้ มากกว่าปัญหาที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น เรื่องในอดีต ปัญหาของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรา
  4. ยอมรับความผิดพลาด หาหนทางแก้ไขโดยเร็ว เพื่อให้ความผิดพลาดนั้นไม่เหลือพลังส่งผลต่อเรา
  5. การให้และรักษาสัญญา เราต้องควบคุมตนเอง แบกรับความรับผิดชอบในชีวิตตนเอง

 

มาเริ่มต้นด้วยการนำ Proactive  ไปใช้ตลอดเวลานะครับ

กรอบความคิดและหลักการ

The Seven Habits of Highly Effective People 7 อุปนิสัย สำหรับผู้มีประสิทธิผลยิ่ง

ในภาคแรกนี้  ดร.โควีย์ ได้กล่าวถึงกรอบความคิดและหลักการซึ่งก็มีหลายๆสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน  โดยจากการศึกษาเรื่องความสำเร็จในอเมริกาผ่านงานเขียนหลายร้อยชิ้น พบว่างานเขียนเรื่องความสำเร็จสามารถแบ่งสิ่งที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จออกเป็น 2 ส่วน คือ  

  1. คุณลักษณะ เช่น การมีศีลธรรม การมีความกล้า การมีความยุติธรรม 
  2. บุคลิกภาพ เช่น การปรับความคิดให้บวก การปรับบุคลิกภาพ ทักษะการสื่อสาร ความมีเสน่ห์ การโน้มน้าว ทักษะเชิงสังคม

ซึ่งโดยความเห็นของ ดร.โควีย์ มองว่าคุณลักษณะส่วนตน เป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างความสำเร็จให้ยั่งยืน เปรียบได้กับรากของต้นไม้ซึ่งคนอื่นๆจะไม่เห็น แต่มีความสำคัญมาก หากต้องการประสิทธิผลที่ยั่งยืนต้องทุ่มเทพัฒนาคุณลักษณะของเราเมื่อรากมั่นคงแล้ว การเจริญเติบโตและออกดอกผลก็จะได้ผลดีตามไปด้วย

ถัดมาคือเรื่องของอำนาจ กรอบความคิด  กรอบความคิด คือวิธีที่เรามองโลก เป็นการรับรู้ เข้าใจและตีความโลกที่เราเห็น เปรียบได้กับแผนที่ของแต่ละคน ถ้าแผนที่ที่เรามีอยู่เกิดพิมพ์ผิด เราก็ไปไม่ถึงจุดหมายเพราะหลงทาง เรื่องแรกที่สำคัญที่สุด คือ  ความถูกต้องของแผนที่   การเปลี่ยนกรอบความคิดจะทำให้มองเห็นมุมมองใหม่ กรอบความคิดที่ เราต้องให้ความทุ่มเท จะต้องเป็นกรอบความคิดที่อยู่บนหลักการควบคุมประสิทธิผลของมนุษย์ เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา เป็นหลักสากล เช่น เป็นธรรม  ศักดิ์ศรีมนุษย์  การให้บริการ ศักยภาพ เป็นต้น

7 อุปนิสัยนี้ จะยึดหลักการเป็นแก่นหลัก วางบนฐานของคุณลักษณะ ใช้วิถีจากภายในสู่ภายนอก ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เริ่มต้นที่ความคิด คุณลักษณะและเหตุจูงใจของเราเอง  เริ่มจากการปรับปรุงตนเองก่อนเพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้ เลื่อนขั้นจากการพึ่งพิงผู้อื่นมาสู่การพึ่งพิงตนเอง จากนั้นจึงพัฒนาต่อไปเป็นการพึ่งพาซึ่งกันละกัน

เราต้องมุ่งสร้างคุณลักษณะภายในที่จะสร้างความสำเร็จให้ยั่งยืน

เราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดให้อยู่บนหลักการควบคุมประสิทธิผลของมนุษย์

7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง โดย Steven R. Covey

ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้ 3 วัน รวมทั้งได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน แล้วเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน จึงอยากจะนำมาแบ่งปันครับ

The Seven Habits of Highly Effective People 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง เป็นหนังสือที่ได้รับการนิยมมาก ถือเป็นหนึ่งในหนังสือทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ได้รับการแปลในภาษาต่างๆ กว่า 38 ภาษา และจำหน่ายไปแล้วกว่า 20 ล้านเล่มทั่วโลก เป็นหนังสือที่ว่าด้วยอุปนิสัยต่างๆ ทั้ง 7 ของมนุษย์ โดย Steven R. Covey

ได้สรุปหลักการสำคัญ เพื่อการเป็นบุคคลที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต อันยังผลประโยชน์ต่อตนเองและต่อส่วนรวม

โดยมีเนื้อหาต่างๆ ดังนี้

ภาคที่ 1 กรอบความคิดและหลักการ และภาพรวมของทั้ง 7 อุปนิสัย ถ้าเราอยากมีประสิทธิผลมากขึ้นเราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้มาอยู่ในกรอบความคิดและหลักการของประสิทธิผล

ภาคที่ 2 ชนะใจตนเอง

ภาคที่ 3 ชนะใจคนอื่น

  • อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะชนะ (Think Win-Win) คำนึงถึงชัยชนะของผู้อื่นเช่นเดียวกับของเรา มุ่งสร้างข้อตกลงแบบ Win-Win
  • อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand then to be Understood) ฝึกการฟังอย่างเข้าใจ ให้เกียรติผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรา
  • อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง (Synergize) ให้คุณค่าความแตกต่าง ค้นหาทางเลือกที่ 3

ภาคที่ 4 การปรับตัวใหม่

  • อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ (Sharpen the Saw) ให้เวลากับตัวเองทุกวันเพราะจะส่งผลให้เราสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ดี มุ่งมั่นบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน ตามหลักการของการเติมพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสร้างชีวิตให้สมดุล

 

Stephen R. Covey ได้บอกในหนังสือว่า การดำเนินชีวิตตาม 7 อุปนิสัยนี้ ต้องอาศัยการเรียนรู้ ต้องมีความมุ่งมั่น และต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้น โดยต้องทำซ้ำๆ เพื่อให้ก้าวหน้าต่อไป

 “เพียงคุณนำหนึ่งใน 7 อุปนิสัยไปใช้ในวันนี้ คุณจะเห็นผลลัพธ์ในทันที แต่นี่คือการพจญภัยตลอดชีวิต เป็นคำมั่นสัญญาของชีวิต

Stephen R.Covey