อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม

Sharpen The Saw ลับเลื่อยให้คม เป็นอุปนิสัยของการเติมพลังชีวิตทุกวัน  โดยมีหลักการคือ การเติมพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสมดุล  อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม จะช่วยให้อุปนิสัยอื่นๆเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เรามักจะได้ยินคำผู้คนพูดว่า “ไม่มีเวลา” บ่อยๆ นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเรายังไม่ได้สร้างความสมดุลให้กับชีวิต หรือ Work life balance  โดย ดร.โควีย์ ได้บอกว่ามี 4 มิติที่เราต้องสร้างความสมดุล ต้องเติมพลังอย่างต่อเนื่อง ถ้าละเลยด้านใดด้านหนึ่งก็จะส่งผลกระทบต่ออีก 3 ด้าน ถ้าเราดูแลทุกด้านเป็นอย่างดีก็จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 4 มิติที่ว่า และแนวคิดเพื่อเติมพลัง ได้แก่      1. Body ร่างกาย – การออกกำลังกาย การนอนหลับให้เพียงพอ การตั้งเป้าหมายสุขภาพ การเลือกทานอาหาร Heart จิตใจ –การให้คุณค่าความแตกต่างในตัวบุคคล ฝึกฝนการฟังอย่างเข้าใจ ผูกมิตรให้มีเพื่อนมากขึ้น  ให้อภัย  สร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและญาติมิตร Mind ความคิด

Read More

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Synergize เป็นอุปนิสัยของความร่วมมืออย่างอย่างสรรค์ การผนึกพลังประสานความต่าง เป็นบททดสอบที่แท้จริงและเป็นการรวมเอาอุปนิสัยอื่นๆทั้งหมดไว้ด้วยกัน Synergize จะยึดหลักการของความสร้างสรรค์ ร่วมมือ ความหลากหลายและความถ่อมตน  โดยต้องมองหาสิ่งที่ดีกว่า ค้นหาทางเลือกที่3 โดยให้คุณค่าความแตกต่าง เป็นเรื่องของการสร้างทีมงาน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดผลแบบทวีคูณ แบบที่เรียกว่า 1+1 > 2 เส้นทางสู่การพนึกพลังประสาน จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายในใจให้ชัดเจน เปิดเผยปัญหาหรือประเด็นที่ต้องการแก้ไข กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกันอย่างชัดเจน เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา อุปนิสัยที่ 5 และใช้อุปนิสัยที่ 4 Win-Win ด้วย สำรวจทางเลือก โดยให้ทุกคนแสดงความเห็นโดยไม่ต้องกลัวถูกวิจารณ์หรือถูกตัดสิน อาจจะได้ความคิดใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนเต็มใจที่จะสำรวจทางใหม่ ทิ้งความคิดเดิมที่ตนเองชอบหรือเสนอทิ้งไปก่อน โดยองค์ประกอบทั้ง3 นี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของ2 สิ่ง คือ ความเต็มใจ ที่จะค้นหาทางเลือกที่ 3 ถ่อมตน ลดอัตตาตัวตนลง เปิดใจให้กว้าง การให้คุณค่าความแตกต่าง โดยมุ่งเน้นจุดแข็งของแต่ละคน Synergize

Read More

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา

ถ้าอยากจะให้คนอื่นเข้าใจเรา เราจะต้องเข้าใจเขาก่อน   อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเราSeek first to understand and then to be understood   หลักสำคัญเป็นเรื่องของการสื่อสารอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้เกียรติกัน เข้าอกเข้าใจและกล้าหาญ ดร.โควีย์ ได้ให้แนวทางในการเข้าใจคนอื่นก่อนว่า หลักการสำคัญที่สุดก็คือ การฟัง ต้องเป็นการฟังอย่างเข้าใจ  ไม่ใช่แค่ฟังอย่างตั้งใจเท่านั้นครับ แนวทางในการฝึกฟัง คือ ให้เราฟังก่อน ห้ามพูดเสนอความเห็นแต่ให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดว่าเขารู้สึกเช่นนั้นหรือเปล่า  จนกว่าเราจะเข้าใจจริงๆ ดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความจริงเรามักจะไม่ได้ฟังจริงๆ ลองนึกดูนะครับเวลาเราฟังคนอื่นพูดเรามักจะคิดตามเขา  มักจะหาข้อโต้แย้งกรณีไม่เห็นด้วย  มักจะคิดว่าเขาผิดถูก หรือใจลอยโดยไม่ได้ฟังเลย ไม่ทันไรเราก็พูดแทรกยิ่งทำงานมานานๆประสบการณ์สูง ยิ่งไม่อยากฟัง จริงไหมครับ ฟังด้วยเจตนารมณ์ที่จะเข้าใจ ในการฝึกอบรมจะให้เราฝึกครับ โดยให้ฟังคนหนึ่งพูด และให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกและคำพูด รวมถึงถามเพื่อสร้างความชัดเจน  ยกตัวอย่าง เช่น ผู้พูด : ฉันว่าหัวหน้าไม่ยุติธรรมเลย  ไม่ให้ฉันทำงานนี้ ผู้ฟังตอนสนอง : คุณคิดว่าที่หัวหน้าไม่ให้คุณทำงาน เพราะหัวหน้าไม่ยุติธรรมเหรอ? ผู้พูด: ใช่ ผู้ฟัง

Read More

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ

ตั้งแต่อุปนิสัยที่ 4-6 จึงเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดชัยชนะส่วนรวม เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน อุปนิสัยที่ 4 คือ คิดแบบชนะ-ชนะ Think win-win เป็นเรื่องของการเปลี่ยนความคิดของเราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่เราติดต่อด้วย โดยให้เราคิดแบบ ชนะ-ชนะ ซึ่งอยู่บนหลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน ความยุติธรรม และใจกว้าง ให้เปลี่ยนความคิดมาคิดว่าสิ่งต่างๆ มีมากมายพอสำหรับทุกคน แนวทางปฏิบัติคือฝึกให้เป็นคนใจกว้าง กล้าหาญที่จะแสดงความต้องการ ลดความขี้เกรงใจ ต้องฝึกคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นเท่ากับผลประโยชน์ของตน และมุ่งสร้างข้อตกลงแบบ ชนะ-ชนะ ดร.โควีย์ ได้จำแนกความสัมพันธ์ของมนุษย์ไว้ 6 ลักษณะ ได้แก่ ชนะ-แพ้ Win-Lose ฉันต้องชนะ คุณต้องแพ้ เช่น การแข่งขันกีฬา แพ้-ชนะ Lose-Win ยอมที่จะแพ้ เช่น แม่กับลูก แพ้-แพ้ Lose-Lose ถ้าฉันแพ้ คุณก็ต้องแพ้ด้วย ตาต่อตาฟันต่อฟัน แบบสงคราม ชนะเท่านั้น Win ฉันต้องชนะเท่านั้น ไม่สนคนอื่นจะเป็นอย่างไร มีตนเองเป็นศูนย์กลาง ชนะ-ชนะ Win-Win ต้องหาทางออกที่ดีให้กับทั้งคู่

Read More

อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน

หลังจากได้อธิบายอุปนิสัยที่ 1 และ 2 ใน The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งก็คือ Be Proactive กับ เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ  Begin With the End in Mind ไปแล้วนั้น ก็มาถึงอุปนิสัยที่ 3 คือ การทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน  Put First Things First  เป็นอุปนิสัยของการบริหารส่วนตน  “สิ่งสำคัญคือการทำให้สิ่งสำคัญ  สำคัญ”  Stephen Covey งงมั้ยครับ แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญ?   ก็คือสิ่งที่เราได้กำหนดไว้ในอุปนิสัยที่ 2 Begin With the End in Mind ครับ คือ กิจกรรม งานต่างๆ ที่สอดคล้องกับคำปณิธาน ของเราครับ สำหรับอุปนิสัยที่ 3

Read More

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

อุปนิสัยที่ 2 ก็คือ Begin with the end in mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ การเริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ หมายความถึง การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแบบชัดเจน ว่าสิ่งใดที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเรา ดร.โควีย์ ได้แนะนำให้เขียนคำปณิธานส่วนบุคคล โดยให้ทุ่มไปที่ลักษณะที่เราต้องการจะเป็น สิ่งที่เราต้องการจะทำ และหลักการที่จะทำให้เกิดการกระทำและดำรงไว้  คำปณิธานส่วนบุคคลถ้าวางอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะกลายเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต ที่จะเป็นกรอบในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ยังคงใช้ได้กับตัวเรา ยกตัวอย่างคำปณิธานขององค์กร ซึ่งคนที่ทำงานในบริษัทก็คงเห็นกันจนชินตา แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่มีความยอมรับนับถือและไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน เพราะไม่มีส่วนร่วม ไม่ผูกมัด แต่จริงๆแล้วมีความสำคัญมาก เพราะเป็นค่านิยมร่วมกันของทุกคนในองค์กร ถ้าพนักงานทุกคนเข้าใจยอมรับจะเกิดความทุ่มเทในการทำงานตามกรอบเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีการ ควบคุม ตำหนิ ก็ทำให้เกิดการทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน ก็ให้เกิดประสิทธิผลสูง สำหรับผมแล้วอุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ Begin with the End in Mind เป็นมากกว่าการกำหนดเป้าหมายชีวิตอย่างที่เคยทำมา เขียนบทชีวิตใหม่ครับ  ด้วยการเขียนคำปณิธานส่วนตนบนพื้นฐานหลักการประสิทธิผล กำหนดจากสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ครอบคลุมทุกมิติที่สำคัญ ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตทำงาน  เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากๆ ก็ย้อนกลับมาดูปณิธานที่เขียนไว้ว่ามันขัดกันหรือเปล่า ถ้าขัดก็ไม่เลือก ถ้าสอดคล้องก็ทำต่อครับ

Read More

อุปนิสัยที่ 1 บี โปรแอคทีพ (Be Proactive)

บี โปรแอกทีพ Be Proactive ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยินคำว่า Proactive ผมเข้าใจว่าเป็นการทำงานในเชิงรุก คือ ทำไปก่อนที่จะถูกบังคับให้ทำ ป้องกันสิ่งต่างๆก่อนที่จะเกิดปัญหา การเสนอทำสิ่งใหม่ๆ การคิดไปล่วงหน้า แต่พอได้เข้าอบรมและอ่านหนังสือเพิ่มเติมจึงพบว่าไม่ใช่เลย อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ตามที่ Stephen R. Covey  บอกหมายถึง ความรับผิดชอบในชีวิตของตนเอง โดยที่เรามีอิสรภาพในการเลือกที่จะตอบสนอง เรามีความคิดริเริ่มและความรับผิดชอบชอบที่จะดำเนินการให้เกิดผล อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ คือ อิสรภาพในการเลือก Proactive คือ การที่เรารับผิดชอบต่อชีวิตเราเอง โดยการเลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้เงื่อนไขต่างๆมาบงการชีวิตเราได้  ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น กรณีที่เราเจอเหตุการณ์รถติดนานๆ เราก็จะอารมณ์เสีย หงุดหงิด พาลด่าคนอื่นไปทั่ว แถมยังส่งต่ออารมณ์เสียไปให้คนอื่นทางไลน์ ทางเฟสบุ๊คอีกซึ่งก็ทำให้เราเสียสุขภาพจิตลงไปอีก แต่ถ้า Proactive เราก็จะเลือกที่จะไม่นำเอาการที่รถติดมาทำให้อารมณ์เสีย เราจะหาทางทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากรถที่ติด เช่น รถติดก็ดีจะได้คิดทบทวนงานที่ จะได้มีเวลาคุยกับแฟน ถ้าไม่ได้ขับรถเองหาหนังสืออ่านก็ดี หรือถ้าติดมากๆจะเขียนบันทึกก็ได้ ฯลฯ เราเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางบวกเป็นตัวอย่างของอุปนิสัยที่ 1

Read More

กรอบความคิดและหลักการ

The Seven Habits of Highly Effective People 7 อุปนิสัย สำหรับผู้มีประสิทธิผลยิ่ง ในภาคแรกนี้  ดร.โควีย์ ได้กล่าวถึงกรอบความคิดและหลักการซึ่งก็มีหลายๆสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน  โดยจากการศึกษาเรื่องความสำเร็จในอเมริกาผ่านงานเขียนหลายร้อยชิ้น พบว่างานเขียนเรื่องความสำเร็จสามารถแบ่งสิ่งที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จออกเป็น 2 ส่วน คือ   คุณลักษณะ เช่น การมีศีลธรรม การมีความกล้า การมีความยุติธรรม  บุคลิกภาพ เช่น การปรับความคิดให้บวก การปรับบุคลิกภาพ ทักษะการสื่อสาร ความมีเสน่ห์ การโน้มน้าว ทักษะเชิงสังคม ซึ่งโดยความเห็นของ ดร.โควีย์ มองว่าคุณลักษณะส่วนตน เป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างความสำเร็จให้ยั่งยืน เปรียบได้กับรากของต้นไม้ซึ่งคนอื่นๆจะไม่เห็น แต่มีความสำคัญมาก หากต้องการประสิทธิผลที่ยั่งยืนต้องทุ่มเทพัฒนาคุณลักษณะของเราเมื่อรากมั่นคงแล้ว การเจริญเติบโตและออกดอกผลก็จะได้ผลดีตามไปด้วย ถัดมาคือเรื่องของอำนาจ กรอบความคิด  กรอบความคิด คือวิธีที่เรามองโลก เป็นการรับรู้ เข้าใจและตีความโลกที่เราเห็น เปรียบได้กับแผนที่ของแต่ละคน ถ้าแผนที่ที่เรามีอยู่เกิดพิมพ์ผิด เราก็ไปไม่ถึงจุดหมายเพราะหลงทาง เรื่องแรกที่สำคัญที่สุด คือ  ความถูกต้องของแผนที่   การเปลี่ยนกรอบความคิดจะทำให้มองเห็นมุมมองใหม่ กรอบความคิดที่ เราต้องให้ความทุ่มเท

Read More

7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง โดย Steven R. Covey

ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้ 3 วัน รวมทั้งได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน แล้วเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน จึงอยากจะนำมาแบ่งปันครับ The Seven Habits of Highly Effective People 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง เป็นหนังสือที่ได้รับการนิยมมาก ถือเป็นหนึ่งในหนังสือทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ได้รับการแปลในภาษาต่างๆ กว่า 38 ภาษา และจำหน่ายไปแล้วกว่า 20 ล้านเล่มทั่วโลก เป็นหนังสือที่ว่าด้วยอุปนิสัยต่างๆ ทั้ง 7 ของมนุษย์ โดย Steven R. Covey ได้สรุปหลักการสำคัญ เพื่อการเป็นบุคคลที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต อันยังผลประโยชน์ต่อตนเองและต่อส่วนรวม โดยมีเนื้อหาต่างๆ ดังนี้ ภาคที่ 1 กรอบความคิดและหลักการ และภาพรวมของทั้ง 7 อุปนิสัย ถ้าเราอยากมีประสิทธิผลมากขึ้นเราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้มาอยู่ในกรอบความคิดและหลักการของประสิทธิผล ภาคที่ 2 ชนะใจตนเอง อุปนิสัยที่ 1 โปรแอคทีฟ (Be Proactive) เราต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง เรามีสิทธิเลือกและตอบสนองในทางบวก

Read More