วอ/อก7

ในเดือนมกราคมนี้ โรงงานที่มีการครอบครองวัตถุอันตรายที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมรับผิดชอบ ต้องส่งใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ที่มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย หรือ วอ/อก7 ครับ

ก็มีน้องที่รู้จักสอบมาถามว่า สารเคมีอะไรบ้างที่ต้องส่งรายงานเพราะมีสารเคมีเป็น 1000 ชนิดในโรงงาน พอดีน้องเขาเพิ่งได้รับมอบหมายให้ทำเป็นครั้งแรก และหัวหน้าเขาก็เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ก็ไม่รู้ที่มาเหมือนกัน

ตามกฎหมายฉบับนี้ มีบัญชีแนบท้ายรายชื่อวัตถุอันตราย จำนวน 53 รายการ ซึ่งเราต้องไปตรวจสอบกับรายการสารเคมีที่มีใช้ในโรงงานครับว่ามีรายชื่อตรงกันมั้ย

ลองเข้าไปในเว็ปไซด์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็มีกฎหมายฉบับนี้และรายชื่อสารเคมีให้ดูครับ

http://haz2.diw.go.th/vk7/

ถ้าตรวจสอบวัตถุอันตรายแล้ว มีรายชื่อตามที่กำหนดในบัญชีแนบท้ายกฎหมาย ก็ต้องแจ้งผลิต นำเข้า หรือครอบครอง ตามแบบ วอ./อก.7 ครับ

เอกสารอ้างอิง

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การให้แจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นําเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตราย ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบ พ.ศ. ๒๕๔๗

ป้ายบ่งชี้อันตรายสำหรับ LPG Gas Station

มื่อเดือนที่แล้ว มีการตรวจสอบเพื่อต่ออายุใบอนุญาตครองครองก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG

จึงมีโอกาสกลับมาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง และเอาสรุปบางส่วนมาให้ครับ

จากประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการในการเก็บรักษา การกำหนดบุคลากรที่รับผิดชอบและการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 สำหรับสถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ที่กรมธุรกิจพลังงานรับผิดชอบ พ.ศ. 2554  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2554

เลยขอหยิบยกเนื้อหาบางจุดมาฝากกัน โดยขอยกตัวอย่างในส่วนของป้ายบ่งชี้อันตราย และป้ายคำเตือนต่างๆ ว่าจำเป็นต้องมีข้อความใดบ้าง สำหรับข้อความบังคับ นะครับ ต้องประกอบด้วยข้อความดังนี้

ติดที่ประตูทางเข้ารั้วโปร่งให้มีป้ายที่มีข้อความ

” อันตราย

  1. ห้ามสูบบุหรี่
  2. ห้ามก่อประกายไฟ
  3. ห้ามบุคคลภายนอกเข้า
  4. ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ “

โดยข้อความในป้ายต้องเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงบนพื้นสีขาว มีขนาดที่เห็นได้ชัดเจนและอ่านได้ง่าย โดยมีความสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร และต้องติดป้ายไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย

สำหรับข้อความที่เพิ่มจากเดิม คงเป็นข้อความห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ

 

สำหรับถังเก็บและจ่ายก๊าซแบบเหนือพื้นดิน ต้องมีแผ่นป้ายทำด้วยโลหะติดแน่นไว้ที่ถัง

โดยต้องแสดงรายละเอียดเป็นข้อความภาษาไทย และหรือภาษาอังกฤษที่มีความหมายเช่นเดียวกัน

ดังต่อไปนี้

(๑) มาตรฐานและหมายเลขมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบ

(๒) ชื่อ หรือตรา หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตหรือสร้าง

(๓) ชื่อ หรือตรา ของผู้ทดสอบและตรวจสอบคุณภาพ

(๔) วัน เดือน ปี ที่ ผลิตหรือสร้าง

(๕) ความดันใช้งานและความดันสูงสุด อุณหภูมิปลอดภัยสูงสุดและต่ำสุดที่ใช้ในการคำนวณออกแบบ

(๖) ความจุสุทธิ

(๗) น้ำหนัก รวมทั้งส่วนประกอบที่ติดอยู่กับถัง

(๘) ชนิด และปริมาณของก๊าซที่จะบรรจุได้

(๙) หมายเลขทะเบียนประจำถังที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน

วัน เดือน ปี ที่ผลิตหรือสร้างตาม (๔) ให้หมายถึงวันที่ทำการทดสอบและตรวจสอบครั้งแรก

การติดแผ่นป้ายที่ถังเก็บและจ่ายก๊าซต้องไม่ทำให้เสียความมั่นคงแข็งแรงแก่ถังเก็บและจ่ายก๊าซ

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ LPG ทั้งหมด ผมเคยสรุปในบทความก่อนหน้านี้

—> กฎหมายที่เกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG

แล้ววันหลังจะสรุปเนื้อหากฎหมายอื่นมาฝากกันครับ

PM2.5 ฝุ่นขนาดเล็กที่ต้องให้ความสำคัญ

กำลังเป็นที่ตื่นตัวสำหรับทุกคนเลยครับ สำหรับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 

จนทำให้เมื่อวันก่อนที่ 7-11 (ใกล้ๆที่พักผม) 2 สาขา หน้ากากอนามัยหมด เพราะมีคนมาซื้อกันเยอะครับ

สำหรับฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 นั้นจัดเป็นสารก่อมะเร็ง มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ

เพราะสามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึกสุดได้

 

โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าเรื่อง PM หรือ หรือฝุ่นละอองไป ซึ่งประเทศไทยมักจะเจอปัญหานี้ช่วงหน้าหนาวก่อนเข้าหน้าร้อน 

ช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน กลับไปอ่านได้ที่  ฝุ่นละออง Particulate Matter(PM) ความเสี่ยงในบรรยากาศใกล้ตัว

 

แนวทางที่เราจะป้องกันหรือลดความเสี่ยงฝุ่นที่จะเข้าสู่ร่างกายได้นั้น คงทำได้แค่ใช้ผ้าปิดจมูกครับ

ซึ่งผ้าปิดจมูกที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถลดระดับฝุ่น PM2.5  ได้เกิน 90% นั้น

ต้องใช้แบบ N95  หรือถ้าหาไม่ได้ก็ใช้แบบหน้ากากอนามัยแบบปกติแต่เพิ่ม 2 ชั้น หรือเสริมด้วยทิชชู 2 ชั้น แทนก่อนครับ 

 

และเพื่อให้เข้าใจ PM2.5 มากขึ้น มีการ์ตูนที่อธิบายแบบง่ายๆ  ไปดูกันครับ

 

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านหมั่นออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพให้ดี

และช่วงนี้อาจต้องงดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ฝุ่นเกินมาตรฐานก่อนนะครับ

Shock load อาจทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียล้มเหลว

หลายวันก่อนมีพี่ที่รู้จักกันโทรมาปรึกษาว่าน้ำเสียบางจุดผิดปกติไป  มีค่าสูงขึ้นกว่าเดิม 200-500 ppm ทำให้ต้องลดปริมาณน้ำที่ป้อนเข้าระบบลง  ผมจึงถามว่าแล้ว loading เพิ่มเยอะมั้ย  เกินค่าที่ออกแบบไว้รึเปล่า ถ้าไม่ลดละมี shock load มั้ย ถ้าจะลดปริมาณน้ำป้อนเข้าระบบลงเยอะ จะทำให้น้ำเสียสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้สถานการณ์แย่ลงเพราะถังรับน้ำเสียจะไม่พอนะครับ  เค้าต้องกลับไปตรวจสอบและสอบถามลุกน้องอีกครั้ง

ผมจึงนึกได้ว่าเรื่อง Shock load เองก็มีความสำคัญมาก เพราะส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพแบบเห็นได้ชัด ถึงขั้นทำให้ระบบบำบัดน้ำเสีย fail หรือ ล้มเหลวเลยก็ได้

Shock load อาจจะแบ่งได้ 2 แบบ คือ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำเสียที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน  จะส่งผลกระทบต่อถังตกตะกอน ทำให้ตกตะกอนไม่ทัน หรือส่งผลต่อเวลาในการบำบัด ทำให้เวลาน้อยลง จุลินทรีย์ปรับตัวไม่ทัน  บำบัดไม่หมด  ทำให้ตกตะกอนไม่ดี  หรือแบบที่สอง ปริมาณน้ำเสียคงที่แต่ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นสูงมาก ซึ่งกรณีหลังนี้ในโรงงานอุตสาหกรรมมักจะเจอบ่อยครั้ง  อาจจะเกิดจากความผิดพลาดของกระบวนการผลิต หรือเครื่องจักร หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งก็ทำให้เกิด shock load เช่นกัน 

สำหรับในโรงงานอุตสาหกรรม การป้องกันปัญหา shock load มักจะสร้างถังเก็บน้ำเสีย หรือ Equalization pond ไว้ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บกักน้ำเสียไว้ก่อน  หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์ค่า ก่อนป้อนเข้าระบบบำบัดน้ำเสีย  จะทำให้ป้องกันการ shock load ในระบบได้

สำหรับผมแล้วการควบคุม Shock load จะใช้วิธีการควบคุม F/M ratio ไม่ให้แกว่งมากในแต่ละวัน  รวมถึงการควบคุม BOD loading ไม่ให้แตกต่างกันเกิน 30% ในแต่ละวัน  ซึ่งค่านี้กำหนดขึ้นจากการใช้งานจริงแล้วไม่ค่อยเกินผลกระทบกับระบบนะครับ   สำหรับระบบที่มีเชื้อจุลินทรีย์แข็งแรงอาจจะรองรับการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยต่างกันไปนะครับ

อย่างไรก็ตามพยายามตรวจสอบ Loading เป็นประจำทุกวันนะครับ

สารอาหารที่จำเป็นในระบบบำบัดน้ำเสีย

ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ ที่ใช้จุลินทรีย์ในการบำบัดนั้น

แร่ธาตุที่จุลินทรีย์ต้องการในปริมาณมาก คือ คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และเหล็กเล็กน้อย

โดยสัดส่วนที่เหมาะสม คือ BOD:N:P = 100:5:1

ทำไมถึงเป็นสัดส่วนนี้ มีที่มาว่าส่วนประกอบของเซลล์มี C 50%, O 20%, H 8%, N 14%, P 3% โดยประมาณ

และมี model ของ cell bacteria C5H7O2N

สัดส่วนนี้ใช้ทำอะไร  ใช้ในการตรวจสอบลักษณะน้ำเสียที่ป้อนเข้าระบบว่ามีปริมาณสารอาหารเหมาะสมหรือไม่

ถ้าไม่เหมาะสมมีบางอย่างน้อยไป ก็ให้ปรับสัดส่วนใหม่ เช่น

กรณีขาดไนโตรเจน ก็มักจะนิยมเติมปุ๋ยยูเรีย  หรือ การขาดฟอสฟอรัสก็เติมกรดฟอสฟอริก

กรณีมากเกินไป หลายเอกสารบอกว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  แต่เท่าที่เจอกับระบบบำบัดที่ผมดูแลพบว่ามันมีปัญหาตามมาเหมือนกัน

ส่วน BOD:N:P ทางที่ปรึกษาญี่ปุ่นแนะนำผมว่าตอนเริ่มเดินระบบใหม่ ซึ่งระบบที่ผมดูแลอยู่เป็นแบบกำจัดไนโตรเจน ให้ใช้สัดส่วน 100:10:1 ขึ้นไป เพื่อให้มี N มากพอ

สำหรับน้ำเสียที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ก็ควรวิเคราะห์ค่า N, P เป็นระยะๆเพื่อตรวจสอบด้วยนะครับ

ส่วนสัดส่วนที่เหมาะสมของแต่ละที่นั้น ผมต้องทดลองดูครับว่าเท่าไรเหมาะสม อาจจะกำหนดเป็นช่วงกว้างๆ และต้องดูทั้งในด้านประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายสารเคมี หรือต้นทุนการบำบัดด้วยครับ

 

 

ที่มา

เอกสารประกอบการเรียน วิศวกรรมน้ำเสียของ ดร.เสนีย์ กาญจนวงศ์

เอกสารประกอบการอบรม ระบบบำบัดน้ำเสีย

เป้าหมายปี 2019

สวัสดีปีใหม่ 2562

หลังจากหยุดยาวพักผ่อนช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

ถึงเวลามาวางแผนปีใหม่ ปีนี้กัน  หลายๆคนคงคิดไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่าจะทำอะไรบ้างในปีนี้

ผมเองก็เช่นกัน เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ทบทวนตัวเองว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

และอะไรบ้างที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง หรือ เพิ่มเติมในปีนี้

โดยเป้าหมายที่ผมวางไว้จะครอบคลุมทุกๆด้านของชีวิต

ได้แก่

  1. ด้านการงาน
  2. ด้านครอบครัว
  3. ด้านการเงิน และทรัพย์สิน
  4. ด้านสุขภาพ
  5. ด้านการพัฒนาตนเอง
  6. ด้านสังคม

ผมกำหนดไว้เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตครับ

เพื่อให้มุ่งหน้าตรงไปในทางที่ต้องการ

หลังปีใหม่ไปอ่านเจอใน facebook บอกว่าเป้าหมายของปีนี้

คือ ทำเป้าหมายของปี 2561, 2560, 2559 ให้สำเร็จ  ดูแล้วขำๆ

แต่มันก็สื่อว่าถึงแม้จะมีเป้าหมาย แต่การทำให้สำเร็จนั้น

ต้องใช้ความมุ่งมั่น อดทน พยายามเป็นอย่างยิ่ง และก็ยังไม่รู้ว่าจะถึงเป้านั้นหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม การมีเป้าหมายที่เขียนขึ้นมาอย่างชัดเจน  ก็ดีกว่าไม่มีเป้าหมาย นะครับ

ลองเขียนขึ้นมา แล้วทบทวนกันเป็นระยะๆ ว่าเป็นยังไงบ้างครับ