สมการสู่ความสำเร็จของคาซุโอะ อินาโมริ

สมการสู่ความสำเร็จของ คาซุโอะ อินาโมริ

มีโอกาสดูแล้วเห็นว่าได้ข้อคิดที่ดี เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมาก จึงนำมาฝากกันครับ  

เป็นรายการเจาะใจ ช่วงแรงบันดาลใจข้อคิดดีๆ โดย คอลัมนิสต์ หนุ่มเมืองจันท์

เรื่อง “สมการสู่ความสำเร็จ”

มีที่มาจากหนังสือเรื่องช้าให้ชนะ โดยคาซุโอะ อินาโมริ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Kyocera Corporation และเป็นผู้ที่กอบกู้ JapanAirline(JAL) ที่เกือบจะล้มละลายให้กลับมาได้โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี

โดยสมการที่คาซุโอะ อินาโมริ บอก เป็นสมการที่ง่ายๆ คือ

ความสำเร็จ = ความสามารถ * ความพยายาม * ทัศนคติ

และให้คะแนนแต่ละหัวข้อไม่เท่ากัน ความสามารถ และความพยายาม ให้คะแนนเท่ากันเป็นช่วง 0-100

ส่วนทัศนคติเค้าให้ความสำคัญมาก โดยให้คะแนนช่วงกว้างและเป็นทั้งบวกและลบ คือ -100 ถึง 100

ตัวอย่างการคำนวณนะครับ

ถ้าเราให้คะแนนความสามารถเต็ม 100 คะแนน ความพยายาม 100 คะแนน ทัศนคติ 1 คะแนน

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*1 = 10,000 คะแนน

แต่ถ้าให้คะแนนความสามารถและความพยายามเท่าเดิม แต่ให้คะแนนทัศนคติเป็น -1

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*(-1) = -10,000 คะแนน คุณจะได้คะแนนติดลบทันที

 

จากสมการนี้ จะเห็นได้ว่า

หากไม่มีความสามารถ หรือ ไม่มีความพยายาม ได้คะแนน 0 มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

และไม่ว่าจะมีความสามารถมากแค่ไหน ความพยายามมากแค่ไหน หากทัศนคติไม่ดี ก็อาจนำเอาความรู้ ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกก่อให้เกิดความเสียหายให้กับตัวเอง และบริษัทได้

 

บริษัทหลายแห่งก็คัดเลือกคนมาทำงานโดยให้น้ำหนัก “ทัศนคติ” (attitude) มากกว่า “ความสามารถ” (capability)

และมีคำกล่าวที่ว่า ” Attitude is everything ” ทัศนคติ คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง

 

ดังนั้นเราก็ควรให้ความสำคัญกับ ทัศนคติ เช่นกัน

เราควรยึดหลัก ทัศนคติที่ดี ทัศนคติเชิงบวก ที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น

และที่สำคัญไปกว่านั้น อย่าลืม “ทัศนคติของการเป็นคนดี” นะครับ

ลองดูครับ

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=JbFAYI7cWyQ

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated sludge ตอนที่ 2

Activated sludge ระบบตะกอนเร่ง หรือมักเรียกกันว่าระบบเอเอส เป็นระบบบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพ ที่นิยมใช้อย่างมาก

แล้วระบบนี้มีข้อเสียมั้ย  ก่อนไปดูข้อดีข้อเสีย เรามาทำความรู้จักระบบ Activated Sludge ให้มากขึ้นอีกหน่อย ถ้าแบ่งชนิดอาจแยกย่อยได้มากกว่า 10 แบบ พอจะยกตัวอย่างที่พอเห็นกัน เช่น

  1. Completely Mixed Activated Sludge: CMAS แบบกวนสมบูรณ์ จะมีถังเติมอากาศที่สามารถกวนให้น้ำและสลัดจ์ที่อยู่ในถังผสมเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั่วทั้งถัง จุลินทรีย์ต่างๆ ที่มีอยู่ จะมีลักษณะเดียวกันทั้งถัง เมื่อน้ำเสียเข้ามาจะถูกกระจายอย่างรวดเร็ว จึงมีข้อดีคือ สามารถรับ Shock Load ได้ดี
  2. Conventional Activated Sludge: CAS เป็นระบบแบบดั้งเดิม ถังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการเติมอากาศคงที่ตลอดถัง จุดที่เติมน้ำเสียและตะกอนหมุนเวียนจะอยู่หัวถัง ระบบนี้มีข้อเสีย คือ รองรับ Shock Load ไม่ดีเนื่องจากหัวถังจะเป็นจุดที่มีออกซิเจนละลายต่ำ
  3. Step-Feed Aeration Activated Sludge: SAAS จะคล้ายแบบ Conventional แต่จะมีการแบ่งน้ำเสียเข้าหลายๆจุด ทำให้ความต้องการออกซิเจนกระจายออกไปตามความยาวของถัง
  4. Tapered Aeration Activated Sludge: TAAS ก็คล้ายกับ Conventional แต่การเติมออกซิเจนจะแปรผันตามความต้องการใช้ คือ ช่วงต้นๆจะใช้มาก และค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ วิธีการนี้อาจใช้การติดตั้งหัวกระจายลม ในจำนวนที่ลดหลั่นไปตามความยาวของถัง ซึ่งมีข้อดีคือ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า
  5. Contact Stabilization Activated Sludge: CSAS จะแบ่งถังเติมอากาศออกเป็น 2 ถังอิสระจากกัน ได้แก่ ถังสัมผัส (Contact Tank) และถังย่อยสลาย (Stabilization Tank) โดยตะกอนจะถูกส่งมาสัมผัสกับน้ำเสียในถังสัมผัส (Contact Tank) เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย น้ำเสียที่ถูกบำบัดแล้วจะไหลไปยังถังตกตะกอนขเพื่อแยกตะกอนกับส่วนน้ำใส น้ำใสส่วนบนจะถูกระบายออกจากระบบ และตะกอนที่ก้นถังส่วนหนึ่งจะถูกสูบทิ้ง และอีกส่วนจะสูบกลับไปเข้าถังย่อยสลาย Stabilization Tank ข้อดีของระบบนี้คือ บ่อเติมอากาศมีขนาดเล็กกว่าระบบแอกติเวเต็ดสลัดจ์ทั่วไป
  6. Oxidation Ditch: OD คูวนเวียน ถังเติมอากาศจะมีลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม ทำให้น้ำไหลวนเวียนตามแนวยาวของถังเติมอากาศ การกวนใช้เครื่องกลเติมอากาศตีน้ำในแนวนอน ข้อดีของระบบนี้ คือ สามารถบำบัดไนโตรเจนได มักพบในโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่างๆ
  7. Sequencing Batch Reactor: SBR เป็นระบบประเภทเติมเข้า-ถ่ายออก (Fill-and-Draw Activated Sludge) โดยมีขั้นตอนในการบำบัดน้ำเสียแตกต่างจากระบบตะกอนเร่งแบบอื่น ๆ คือ การเติมอากาศ (Aeration) และการตกตะกอน (Sedimentation) จะดำเนินการเป็นไปตามลำดับภายในถังเดียวกัน โดย 1 รอบการทำงาน (Cycle) จะมี 5 ช่วงตามลำดับ ดังนี้ ช่วงเติมน้ำเสีย (Fill) ช่วงทำปฏิกิริยา (React) ช่วงตกตะกอน (Settle) ช่วงระบายน้ำทิ้ง (Draw) ช่วงพักระบบ (Idle) ข้อดีของระบบนี้ คือ ความยืดหยุ่นเพราะสามารถเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในแต่ละช่วงได้ เหมาะกับน้ำเสียที่มีปริมาณไม่มาก

 

ถ้าถามว่าระบบ Activated Sludge มีข้อเสียมั้ย คงต้องตอบว่าทุกระบบมีข้อดีข้อเสียครับ ขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าเหมาะสมหรือเปล่า ซึ่งคำว่าเหมาะสมนั้นต้องพิจารณาหลายเรื่องเช่นกัน ทั้งค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง พื้นที่ที่ใช้ ปริมาณน้ำเสีย คุณภาพน้ำเสีย รวมถึงผู้ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลควบคุมระบบบำบัดด้วย ดังนั้นจึงมีปัจจัยหลายด้านที่ใช้ในการออกแบบระบบ ซึ่งผู้ออกแบบทุกคนก็อยากออกให้ระบบบำบัดน้ำเสียมีประสิทธิภาพสูงสุดเช่นกัน

สำหรับระบบ Activated Sludge มีค่าก่อสร้างและค่าเดินระบบสูงครับ และต้องใช้บุคคลที่มีความรู้มาควบคุมระบบ เพราะมีปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น การเกิดปัญหาตะกอนไม่จมตัวซึ่งแก้ไขยาก และปัญหาตะกอนลอย จากปฏิกิริยา Denitrification ที่ถังตกตะกอนซึ่งพบได้บ่อย ถ้าหากน้ำเสียมีปริมานไนโตรเจนค่อนข้างสูง สำหรับการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น หากผู้ที่ดูแลระบบมีความรู้ไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้การเฝ้าระวังค่าควบคุมต่างๆถูกละเลย หรือหละหลวม รวมถึงการแก้ไขปัญหาก็เช่นกัน อาจไม่ทันท่วงทีและอาจทำให้ระบบบำบัดล้มเหลวได้

หากเรามีโอกาสออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ก็ควรพิจารณาหลักเกณฑ์ต่างๆให้รอบด้าน หากว่าเราได้ควบคุมระบบที่มีอยู่แล้ว ก็พยายามทำตามคู่มือ หรือ การออกแบบที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้ แล้วก็พยายามหาทางปรับปรุง เพิ่มเติมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องวัดต่างๆ เพื่อให้เราทำงานได้ดีขึ้นครับ

 

ที่มา :    

http://www.pcd.go.th/info_serv/water_wt.html#s10

http://www.sri.cmu.ac.th/~srilocal/water/mainpage.htm

การควบคุมระบบแอ็คติเวตเต็ดสลัดจ์ โดย ดร.มั่นสิน ตัณฑุลเวศม์

เขื่อนป้องกันสารเคมีรั่วไหล

ในโรงงานอุตสาหกรรม ปัญหาหนึ่งที่เจอได้บ่อยๆ คือ การหกรั่วไหลของวัตถุดิบที่เป็นของเหลว

สารเคมี น้ำเสีย หรือของเหลวต่างๆในกระบวนการผลิต

สาเหตุที่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ อาทิเช่น

ท่อหลุดขณะขนถ่าย ท่อรับส่งรั่ว ถังบรรจุรั่ว พนักงานเผลอเรอ รับสารเคมีล้นถัง เป็นต้น

ดังนั้นเขื่อนป้องกันสารเคมีจึงมีความสำคัญ แล้วตามกฎหมายเขื่อนต้องมีปริมาตรเท่าไร

มีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง เช่น

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

หมวด 2 ข้อ 6 (7) ระบุว่า วัตถุอันตราย ที่มีขนาดของภาชนะบรรจุ ตั้งแต่ 25,000 ลิตรขึ้นไปต้องสร้างเขื่อน ให้มีขนาดที่สามารถจะกักเก็บปริมาณได้ทั้งหมด แต่ถ้ากรณีที่มีภาชนะบรรจุมากกว่าหนึ่งถังในพื้นที่เดียวกัน ให้สร้างเขื่อนที่สามารถ เก็บกักได้เท่ากับปริมาตรของถังเก็บขนาดใหญ่ที่สุด

 

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556

หมวด 4 ข้อ 17(8) ระบุว่าให้ จัดทำเขื่อน กำแพง ทำนบ ผนัง หรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อกักมิให้สารเคมีอันตรายที่เป็นของเหลว

ไหลออกภายนอกบริเวณสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย และมีรางระบายสารเคมีอันตรายที่รั่วไหลไปยังที่ที่สามารถรวบรวม

เพื่อนำไปกำจัดอย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้มีการสะสมตกค้างโดยรางระบายต้องแยกจากระบบระบายน้ำ

ฉบับนี้ไม่ระบุปริมาตรเขื่อน แต่บอกให้แยกรางระบายออกจากระบบระบายน้ำ ซึ่งหลายๆถังเก็บสารเคมี มักจะอยู่นอกอาคารซึ่งจะแยกรางระบายไม่ให้ปะปนกันนั้นทำได้ยาก จึงมักใช้รางระบายน้ำเดียวกัน แต่ปิดกั้นด้วยประตู หรือวาล์วปิดแทน

ซึ่งต้องบอกว่า ขอให้ระมัดระวังตรวจสอบเป้นประจำ เพราะมักจะมีการเผลอเปิดทิ้งไว้ หรือลืมปิดหลังจากปล่อยน้ำฝนทิ้ง หลังฝนตก

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีเขื่อนไว้รองรับเหตุฉุกเฉิน เราก็ไม่ควรละเลยระบบป้องกันต่างๆ ทั้งที่ต้นทาง เช่น ระบบป้องกันล้นถัง ระบบปิดอัตโนมัติ หรือ เสียงเตือนต่างๆ รวมทั้งระบบป้องกันปลายทาง เช่น ระบบตรวจจับการรั่วไหลต่างๆ ประตูน้ำฉุกเฉิน

รวมถึงแผนระงับเหตุ และการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินต่างๆเป็นประจำด้วยนะครับ

 

ที่มา

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556

วางแผนงานให้สำเร็จแบบ SMART

ในชีวิตการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ทุกปีจะต้องมีการวางแผนงานประจำปี ตั้งแต่ระดับสูง ระดับฝ่าย ระดับกอง

ไล่ลงมาตามลำดับ หนึ่งในวิธีการที่ผมได้รับการอบรมเมื่อนานมาแล้ว และยังใช้ได้ดีเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมาย

นั้นคือ SMART   ภาษาในโรงงานเรียกว่า SMART Target หรือ SMART KPI

โดยแต่ละตัวสามารถอธิบายได้คร่าวๆ ดังนี้

S = Specify เฉพาะเจาะจง

เป้าหมายที่ดีต้องจำเพาะจงจง มีความชัดเจนว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เช่น เพิ่มยอดขายสินค้า X ให้มากกว่าปีนี้อย่างน้อย 10% เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เราสามารถไปวางแผนต่อได้

M = Measurable วัดผลได้

เป้าหมายที่ดีต้องวัดผลได้ เพื่อให้เราสามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ให้ผลเป็นอย่างไร ต้องปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขตรงไหน

A = Achievable เห็นผลสำเร็จ

เป้าหมายที่สามารถทำได้จริง ตั้งเป้าสูงได้ แต่ไม่ใช่ตั้งไว้แบบเป็นไปไม่ได้

R = Relevant มีความสัมพันธ์กัน

เป้าหมายที่ตั้งต้องมีความสัมพันธ์กันกับงานที่เราทำ มีสาวนเกี่ยวข้อง หรือรับผิดชอบ ไม่ใช่ตั้งไว้ในเรื่องที่เราไม่เกี่ยวข้อง หรือ มีความสัมพันธ์น้อย ไกลตัวเกินไป

T = Time bound มีระยะเวลา

เป้าหมายทุกตัวต้องกำหนดเวลา เพื่อให้กระชับ ชัดเจน และแน่นอน ป้องกันการที่เราเฉื่อย ใช้เวลานานเกินเหตุ วึ่งเราอาจจะแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวตามที่กำหนดก็ได้

 

การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นการกำหนดแนวทางการทำงานของเรา

ลองเอาการตั้งเป้าหมายแบบ SMART ไปลองใช้ดูครับ

การรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษ

การรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน (แบบ รว.1, รว.2, รว.3, รว.3/1)

มีกำหนดการจัดทำ และส่งภายในเดือนนี้ สิงหาคม และกุมภาพันธ์ ของทุกปี (กำหนดเวลาทำงานเผื่อไว้ครับ)

โดยการทำ รว.1-3 มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับครับ ได้แก่

  • ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดทำรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558
  • ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง แบบรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2559
  • ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องกําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการตรวจสอบและควบคุมการรั่วซึมของสารอินทรีย์ระเหยจากอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555
  • ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง การรายงานผลการตรวจวัดการรั่วซึมของสารอินทรีย์ระเหยจากอุปกรณ์และการซ่อมแซมอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2556

 

แต่ละโรงงานก็มีการรายงานแตกต่างกันไป ตามมลพิษหลักที่มีอยู่

โดยกำหนดการส่งรายงานนั้นจะตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดทำรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558

กำหนดให้ส่งรายงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็น 2 รอบ คือ

  • รอบที่ 1 เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนภายในวันที่ 1 กันยายนของปีที่รายงาน
  • รอบที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคมภายในวันที่ 2 มีนาคมของปีถัดไป

 

อย่าลืมนะครับ ส่งรายงานในเดือนนี้ กุมภาพันธ์(กุมภาพันธ์ 2562 มี 28 วันครับ)

ข้อคิดมนุษย์โรงงาน

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการเป็นเจ้านายตัวเองมาแรงมาก เกิดหนังสือ เกิดการอบรมแบบ รวยเร็ว รวยลัด เกิดธุรกิจ แชร์ลูกโซ่ ทั้งที่จริง และหลอกลวงขึ้นมากมาย

ผมไม่ได้มองว่าการเป็นเจ้านายตัวเองไม่ดีนะครับ มันเป็นเรื่องที่ดีมาก 

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามว่าคนกินเงินเดือน หรือคนทำงานในโรงงานซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย มันไม่ดีเหรอ

สำหรับคนทำงานประจำ มีเงินเดือนก็มีข้อดีนะครับ อาทิเช่น

  • ได้รับรายได้แน่นอน มีเงินทุกเดือน 
  • มีสวัสดิการ บางที่รวมครอบครัวด้วย
  • ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเงินอบรม อันนี้ผมชอบมาก
  • ไม่ล้มละลาย

สำหรับการเป็นลูกจ้างมนุษย์เงินเดือน ก็ขอฝากข้อคิดเล็กๆน้อย ว่า

                ให้ทำงานด้วยความเข้าใจบทบาทของตัวเองว่าเราได้รับหน้าที่ทำอะไร และจงทำให้เต็มที่

                จงพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพราะเทคโนโลยีไปเร็วมาก

                ต้องมีระเบียบวินัย อย่าทำงานตามใจตัวเอง

                ต้องจรรยาบรรณ อย่าเห็นประโยชน์ตัวเอง มีความซื่อสัตย์

และที่สำคัญ จงทำงานให้มากกว่าเงินเดือน หรือ อีกนัยหนึ่งคือทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ ในหน้าที่ที่รับผิดชอบ

เพราะการทำงานเต็มที่จะทำให้เรา

ได้ความรู้มาก  ได้ประสบการณ์มาก

มีโอกาสสร้างผลงานมาก ทำให้คนรู้จักมาก

เมื่อผลงานสำเร็จมาก  โอกาสก้าวหน้าในงานก็เพิ่มขึ้น

และ

โอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตก็มากขึ้น

ไม่ว่าจะในตอนนั้นจะยังเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือ ไม่ก็ตาม