หัดทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง

ครั้งหนึ่งมีกบตัวเล็ก ๆ ฝูงหนึ่งได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเสา กลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชมและเชียร์การแข่งขันครั้งนี้ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีกบตัวใดจะเชื่อว่าเจ้ากบตัวเล็ก ๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดเสาได้หรอก มีเสียงพูดลอย ๆ มาให้ได้ยินเป็นต้นว่า

“เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดได้หรอก มันยากลำบากขนาดนั้น” หรือ “เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอกเสามันสูงขนาดนั้น” เจ้ากบตัวน้อย ๆ เหล่านั้นก็เริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว ๆ กบบางตัวส่งเสียงร้องตะโกนว่า “มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก”

กบน้อยส่วนใหญ่จึงเริ่มเหนื่อยและยอมแพ้ แต่มีกบตัวหนึ่งซึ่งยังคงปีนอย่างมุ่งมั่น สูงขึ้นและสูงขึ้น เจ้าตัวนี้ไม่มีทางยอมแพ้ และ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่น ๆ ต่างยอมแพ้หมด ยกเว้นกบตัวน้อย ๆ ตัวนั้น

ด้วยความพยายามสุดกำลัง มันสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้ กบทุก ๆ ตัวอยากรู้จังว่า เจ้ากบตัวเล็ก ๆ ตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นไปสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมายจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร ?

เรื่องกลับกลายเป็นว่า แท้จริงแล้ว เจ้ากบตัวผู้ชนะนั้นหูหนวก!

เมื่อเวลาจะทำงานใด ๆ ให้ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเราอาจต้องเป็นเหมือนกบตัวนั้น นั่นคือ ต้องทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง จงพยายามคิดเชิงบวก ความฝันทั้งหลายที่เรามี เราสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลัง และด้วยการให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ อย่าคิดมากเวลาที่มีคนคอยบั่นทอนกำลังใจ

จงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า “ฉันทำได้” “ฉันจะทำให้สำเร็จ” ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี ว่าอะไรเป็นอะไร

ผู้อื่นเขาไม่รู้ ไม่ทราบสิ่งที่คุณเป็น สิ่งที่คุณรู้

เค้าก็เพียงพูดๆๆตามความคิดของเค้าเท่านั้น

“หากคุณต้องการสำเร็จ จงฟัง และเรียนรู้จากคนสำเร็จแล้วเท่านั้น”

ที่มา : Forward mail

ลิงกับลา

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว

คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง

แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของ

ต่างๆ ได้รับความเสียหาย

 

ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลาย

ปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น

ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อ

ค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ

 

สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง

ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง

 

ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะ

ขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เอง

คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมา

ทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย

 

เธอทั้งหลาย…

 

เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของ

ทำโทษจนตาย   ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้

ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไป ตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่า

ลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่

ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง ความจริงถ้าเธอรู้จัก

สำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย

เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน

 

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่ “ปล่อยให้ลิง

สร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์”   ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจา

ตรงไปตรงมาแต่ไร้เลห์เหลี่ยม   ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด

แต่ไม่เคยทำงานจริง   นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้

ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลา

อีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าลิงสงบได้ องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย

ที่มา : forward mail 2009

–>เป็นหัวหน้า อย่าหูเบา อย่าเชื่อเฉพาะที่เห็น รู้จักประเมิน ตรวจสอบ และคิดพิจารณาด้วยเหตุผลนะครับ

ดาวคณะ

 

ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย เด็กสาวหน้าตาไม่สวยมาก

เธอสมัครเป็นดาวคณะ ตอนที่เธอเดินออกมาแนะนำตัว ต่อหน้าเพื่อนนิสิต

เธอบอกว่า “หากเพื่อนๆ เลือกฉัน อีกสิบปีข้างหน้า

เพื่อนๆ สามารถอวดกับลูกๆ และสามีได้ว่า

ในปีที่แม่เรียนอยู่ แม่สวยกว่าดาวของคณะ”

เมื่อถึงเวลาเลือกดาวคณะ ปรากฏว่าเธอชนะ

การโน้มน้าวให้คนอื่นยอมรับคุณ ไม่จำเป็นต้องบอกความพิเศษ/โดดเด่นของคุณ

แต่ควรทำให้คนอื่นรู้สึกว่า เพราะคุณ พวกเขาจึงมีความพิเศษและโดดเด่นขึ้น

ที่มา: http://gplusquotes.blogspot.com

 

อ่านเจอเรื่องนี้แล้ว แล้วออกจะขำขัน

แต่ก็ทำให้นึกถึง “กฎแห่งอิทธิพล ใน “หนังสือยิ่งให้ยิ่งได้” ครับ

“คุณจะมีอิทธิพลมากเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของผู้อื่น ก่อนตัวเองมากแค่ไหน”

ไม่สะทกสะท้านเมื่อภัยมา

ชายหนุ่มคนหนึ่งเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนมาก แถมยังไม่มีงานทำอีกด้วย เพราะเศรษฐกิจในประเทศไทยตกต่ำ กำลังเผชิญปัญหาหาว่างงาน แต่เขาเป็นคนมีปัญญาใฝ่รู้ เขาจึงขวนขวายไปทำงานที่ต่างประเทศ  งานดีเงินดี เขาเป็นคนขยันมัธยัสถ์อดออม สามารถเก็บสะสมเงินก้อนโตได้ในเวลาไม่นาน จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อตั้งตัว ระหว่างเดินทางกลับบ้านในชนบท เขาโดนโจรใช้ปืนจึ้เอาเงิน           เขานึกสลดสังเวชใจว่า อุตสาห์ทำงานเหนื่อยยากเก็บหอมรอมริบในต่างประเทศ แต่กลับมาเป็นปลาตายน้ำตื้นถูกจี้บ้านเราเอง

อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัย เขาจำใจมอบเงินทั้งก้อนของเขาให้โจรไป … แต่เขาจะไม่ยอมเสียเงินไปง่ายๆหรอก…. เขาตั้งสติคิดหาเงินคืนจากโจร……

ชายหนุ่ม “พี่ครับ ผมอุตสาห์ลงทุนลงแรงเดินทางไปทำงานเมืองนอกนู่นเป็นปีๆ เหนื่อยยากแสนสาหัสเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ผมบอกทางบ้านว่าผมหาเงินมาได้เยอะแยะ ที่นี้พี่มาเอาเงินผมไปหมดอย่างนี้ ผมกลับถึงบ้านผมคงแย่แน่ๆ ทุกคนต้องคิดว่าผมโกหก คงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าผมไปทำงานประสบความสำเร็จจนรวย ไหนๆ…พี่เอาเงินผมไปแล้ว…ผมก็ไม่รุ้จะว่ายังไง…แต่พี่ช่วยผมบ้างแล้วกัน…..ช่วยรักษาหน้าผมหน่อย ช่วยยิงปืนใส่กระเป๋าใส่เงินใบนี้สักสองนัดเถิดครับ ทางบ้านผมเขาจะได้เชื่อว่าผมถูกจี้จริงๆไม่ได้โกหก”

โจรอารมณ์ดีมาก เพราะจี้ครั้งนี้ได้เงินก้อนโตเกินคาด

โจร “เอาสิ!”ว่าแล้วก็ยิง ปัง! ปัง! ใส่กระเป๋าของชายหนุ่มจนเป็นรู

ชายหนุ่ม “ขอบคุณมากครับ แต่เอ้อ! ถ้าที่หมวกก็โดนลูกกระสูนซักนัดสองนัด มันก็น่าจะดูสมจริงสมจังมากขึ้นนะพี่”

โจร “ก็ด้าย…ไม่มีปัญหา” ว่าแล้วก็ยิง ปัง! ปัง! ทำให้หมวกเป็นรู

ชายหนุ่ม “อีกสักสองนัดที่เสื้อแจ๊กเก็ตผมด้วยครับ”

โจรกำลังตื่นเต้นดีใจจนประมาท ขาดสติสัมปชัญญะ ยกปืนยิงเสื้อแจ๊กเก็ตชายหนุ่มทะลุ ขาดเป็นรูสองรู….กระสุนหกนัดในกระบอกปืน หมดเกลี้ยงพอดี….

ชายหนุ่มผู้มีสติตั้งมั่น คิดหาอุบายให้โจรยิงอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเขาจนหมดกระสุน ทันทีที่กระสุนหมดและก่อนที่โจรจะสำนึกได้ เขาก็วิ่งเข้าใส่โจร จู่โจมอย่างรวดเร็วจนสามารถจับโจรได้ และเขาก็ได้เงินของเขาคืนมาทั้งหมด

ท่านอาจารย์ว่านิทานเรื่องนี้สอนว่า คนที่สามารถตั้งสติสงบอารมณ์ได้ ย่อมมีปัญญาแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าคนเจ้าอารมณ์ สำหรับบางคนถ้าโดนโจรจี้หมดเงินหมดทอง ก็มักจะโอดครวญโทษเวรโทษกรรม หมดกำลังใจเสียใจจนไม่คิดหาทางแก้ไข

สติ จำเป็นในที่ทั้งปวง สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา

ขอบคุณ ศรีวรา อิสสระ- เรื่องท่านเล่า

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=moresaw&month=11-2011&date=19&group=9&gblog=4

 

สำหรับนิทานเรื่องนี้ผมอ่านแล้วชอบ เลยขออนุญาตแชร์ต่อครับ ก็คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมีสติ

ขอให้มองแง่คิดในเรื่องสตินะครับ บางคนอาจแย้งว่านิทานกับสถานการณ์จริงมันแตกต่างกันมาก

แต่อย่างน้อยก็ได้ข้อคิดไว้เตือนใจ ไม่ว่าเราจะเจอเหตุการณ์ใดก็ตาม

ขอให้หยุดคิดสักนิดก่อนที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ เมื่อเราหยุด นั่นคือเรามีสติ

เมื่อเรามีสติ เราจะมีปัญญา เหมือนคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยๆว่า

“สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดก็เกิดปัญหา “

ขอให้ทุกคนใช้สติในการดำเนินชีวิตทุกๆวันนะครับ

 

เงินแลกกับปัญญา

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้ง หรือกระทบกระทั่งกันบนท้องถนนบ่อยครั้ง รวมถึงข่าวสาร คดีความต่างๆ ที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ เกิดจากความใจร้อน ทำให้ส่งผลร้ายอย่างที่คาดไม่ถึง

เลยเอานิทานเซน เรื่องนี้มาฝากครับ

นิทานเซนสอนเรื่องการมีสติ เงินแลกปัญญา

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงที่ถล่มลงมา หลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก เขาได้ขุดพบทองคำก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง เลยกลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา

ชายคนนั้นรู้ตัวเองดีว่า ตัวเองค่อนข้างโง่ จึงไปปรึกษากับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง พระอาจารย์แนะนำว่า “เจ้ามีเงิน ผู้อื่นมีปัญญา เจ้าทำไมไม่ใช้เงินไปซื้อปัญญาของคนอื่น”

ชายคนนั้นจึงเข้าไปในเมืองเจอพระรูปหนึ่ง ชายนั้นจึงถามพระรูปนั้นว่า “ท่านจะขายปัญญาของท่านให้แก่ข้าพเจ้าได้หรือเปล่า” พระนั้นตอบว่า “ปัญญาของอาตมาแพงนะ เจ้าสู้ไหวหรือ?”“ขอเพียงซื้อปัญญาได้แพงเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็สู้”ชายนั้นตอบ

“เมื่อเจ้าพบสิ่งที่ยากลำบากใจ เจ้าอย่าเพิ่งเร่งรีบตัดสินใจ ให้เดินไปข้างหน้า 3 ก้าว หลังจากนั้นเดินถอยไปข้างหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอย่างนี้ อีก 3 ครั้ง เจ้าก็จะได้ปัญญา”

“ปัญญา ง่ายอย่างนี้หรือ?” ชายคนนั้นทำท่าไม่เชื่อและลังเล กลัว พระรูปนั้นจะหลอกเอาเงิน พระรูปนั้นอ่านสายตานั้นออก จึงพูดว่า

“เจ้ากลับไปก่อน ถ้าหากเจ้ารู้สึกว่าปัญญาของข้าพเจ้าไม่คุ้มกับเงินเหล่านี้ เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว หากเจ้าคิดว่าคุ้ม เจ้าค่อยกลับมา”

เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำมืด ชายคนนั้นเห็นเหมือนกับภรรยา กำลังนอนอยู่กับคนอื่น จึงถืออีโต้เข้าไปหวังจะฆ่าคนนั้น แต่ทันใดนั้นนึกถึงคำพูดของพระรูปนั้นในตอนกลางวัน

จึงเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว เดินถอยหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอีก 3 ครั้ง ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น คนที่นอนอยู่กับภรรยาของเขาพูดขึ้นว่า “ลูกเอ๊ย ดึกๆอย่างนี้ทำอะไรอยู่นั่น?”

ชายคนนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นเสียงมารดาของตนเอง จึงคิดในใจว่า “หากกลางวันนี้ไม่ซื้อปัญญามา วันนี้คงจะฆ่าแม่ของตนเองแล้ว”

วันรุ่งขึ้นจึงรีบนำเงินไปถวายพระรูปนั้นแต่เช้า

ที่มา : http://palungjit.org

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงใช้สติในการดำเนินชีวิต จงคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำอะไร มิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องเสียใจในภายหลัง เพราะว่าไม่สามารถที่จะกลับมาแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว