ไปไหนมา สามวาสองศอก

ไปไหนมาสามวาสองศอก ตอบให้ตรงคำถาม

เคยเจอมั้ยครับเมื่อถูกถามว่า “นัดหัวหน้าฝ่ายบุคคลคุยเรื่องรับพนักงานได้รึยัง”

บางคนอาจตอบว่า  หัวหน้าฝ่ายบุคคลไปต่างจังหวัด หรือ เห็นเดินไปนอกบริษัทท่าทางรีบอาจมีธุระด่วน หรือไม่หาที่ห้องแล้วแต่ไม่เจอ หรือ เค้าติดประชุมตลอดบ่ายเลยครับ

ถ้าได้ยินแบบนี้ คนถามคงต้องคิดในใจว่าตกลงนัดได้หรือนัดไม่ได้แน่ เขาอาจจะไม่ถามต่อ

หรืออาจถามต่อว่าอีกครั้งว่า แล้วนัดได้รึยัง

ในการตอบคำถามนี้ คำตอบแรกที่ต้องตอบคือ “นัดได้ หรือ นัดไม่ได้”

การตอบให้ตรงคำถาม เรื่องที่ดูไม่ยาก เพียงแค่ถามอะไร ก็ตอบอย่างนั้น

แต่จากที่ได้สังเกตในการประชุม หลายๆครั้ง พบว่าเป็นปัญหาสำหรับหลายๆคน

การตอบไม่ตรงคำถาม ที่เคยเจอมีหลายแบบ เช่น

  • ตอบอ้อมไปอ้อมมา กว่าจะมาถึง จนคนฟังเบื่อ
  • ตอบหว่านแห ครอบจักรวาล ไม่เข้าเรื่องสักที จนหาทางกลับไม่เจอ
  • ตอบคนละประเด็นกับสิ่งที่ถามไปเลย
  • ตอบ เร็ว พูดไว ไม่รู้กลัวคนเข้าใจเยอะหรือเปล่า

มีคำแนะนำวิธีการตอบคำถาม อยู่ 3 ข้อที่เห็นว่าใช้ได้ดี ดังนี้ครับ

1.ฟัง ฟังคนถามถามให้จบก่อน ฟังคำถามให้เข้าใจก่อน บางคนฟังไม่จบก็ตอบแทรกคนถามแล้ว อาจถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกัน ยิ่งถ้าเป็นเจ้านายถามยิ่งดูไม่ดี และถ้าฟังคำถามแล้วไม่เข้าใจ ก็ยังไม่ควรตอบ ถามซ้ำให้เข้าใจก่อน

2.ตอบคำถามก่อน แล้วค่อยตามด้วยเหตุผล  เหมือนตัวอย่างด้านบน ต้องตอบคำถามก่อนทุกครั้ง เช่น ถ้าเป็นคำถาม ไม่ใช่ ก็ต้องตอบใช่ ไม่ใช่ก่อน ถ้าถามว่า ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม ก็ตอบคำถามนั้นก่อน แล้วค่อยอธิบายเพิ่มเติม เพราะนั่นคือสิ่งที่คนถามต้องการทราบคำตอบก่อน ส่วนเหตุผลอื่นๆ หรือการอธิบายประกอบ ค่อยตามมาทีหลัง และคนถามก็อาจจะบอกไม่ต้องอธิบายเพราะทราบคำตอบเพียงพอแล้วก็ได้

3.เรียบเรียงประโยคก่อนตอบ บางคนที่คิดอะไรได้ตอบออกมาเลย ไม่ได้เรียบเรียงคำพูดก่อน หลายๆครั้งมันวกวน

 

“การตอบคำถามที่กระชับ และตรงประเด็น จะช่วยให้เราสื่อสารได้มีประสิทธิภาพ และเข้ากับคนอื่นได้ง่าย” ครับ

5 ข้อควรเรียนรู้การเป็นลูกน้องที่ดี เพื่อให้เป็นหัวหน้าที่ดี

ในชีวิตการทำงาน ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสเป็นหัวหน้างาน หัวหน้าแผนก เป็นผู้จัดการ มีลูกน้องที่ต้องบริหาร

แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหนเพิ่งเริ่มทำงาน หรือทำงานมานานแล้ว เราก็ต้องมีหัวหน้า ผมเชื่อว่าการที่เราจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้นั้น เราเองซึ่งก็เป็นลูกน้อง ก็ต้องทำหน้าที่ลูกน้องให้ดีด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นจึงขอรวบรวม 5 ข้อที่ลูกน้องที่ดีควรเรียนรู้ไว้ ดังนี้

  1. ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ในการทำงานคุณต้องทำหน้าที่ หรือทำงานที่ได้รับหมอบหมายให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าในที่ทำงานทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ก็ควรทำตามเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมด้วย ถ้ามีการเปิดโอกาสแสดงความเห็นเรื่องต่างๆที่กระทบกับการทำงาน ก็ควรใช้สิทธ์แสดงความเห็น ในขณะเดียวกันถ้ามีนโยบาย ระเบียบปฏิบัติ หรือข้อตกลงของคนส่วนใหญ่ที่มีมติแล้ว เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้นถึงแม้ไม่เห็นด้วย
  2. ทำงานให้มากกว่า Job Description หลายคนอาจจะแย้ง และหลายคนอาจจะคิดแค่ว่า “จ้างมาแค่ไหน ก็ทำแค่นั้น” แต่สำหรับคนที่จะเจริญก้าวหน้า จะไม่คิดแบบบั้น เขาจะทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้มากกว่าที่นายจ้าง หรือหัวหน้าคาดหวัง แต่สำหรับข้อนี้ต้องระวังนิดหนึ่งว่างานนั้นเราอาจจะต้องเสนอตัวเองทำ หรืออยู่ในส่วนงานที่เราทำได้ เพราะหากเราทำเกินหน้าที่ไปโดยพลการอาจเกิดความเสียหายได้เช่นกัน เราอาจจะใช้วิธีอาสาทำงานโดยที่ไม่ต้องรอให้หัวหน้าร้องขอก็ได้
  3. ขยันใฝ่รู้อย่างฉลาด ต้องสนใจใฝ่รู้อยู่เสมอ ไม่มีหัวหน้างานคนไหนชอบลูกน้องที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา บอกอะไรก็รู้หมดแล้ว แต่ทำจริงไม่ได้ การใฝ่รู้ในยุคนี้สามารถทำได้ง่ายมาก ในการขยันใฝ่รู้นั้นต้องฉลาดด้วย หมายถึงว่าอย่าได้แค่ทำตามวิธีเดิมๆ ให้ลองตั้งคำถามว่า มีวิธีการทำแบบอื่นที่ให้ผลดีกว่านี้มั้ย มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมได้มั้ย ที่สำคัญอีกอย่างเมื่อเรามีความขยัน ใฝ่รู้ เรียนรู้ได้ ลงมือทำได้ ทำเป็น ทำจริง เราก็จะสามารถถ่ายทอดและสอนงานคนอื่นได้
  4. ไว้ใจได้ รักษาคำพูด ระมัดระวังอย่ารับปากแล้วทำไม่ได้ ต้องซื่อสัตย์ในงานที่ได้รับผิดชอบ เมื่อตกลงกำหนดเวลาส่งงานก็ต้องส่งตามนั้น ไม่ต้องให้หัวหน้าทวงถาม คนที่หัวหน้าไว้ใจเท่านั้นถึงจะโดดเด่น
  5. มีวินัย การมีระเบียบวินัยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถึงแม้ว่าในบางบริษัทอาจจะไม่ได้มีการลงเวลาเข้างานแล้ว หรือบางที่อาจจะไม่กำหนดเวลาทำงานด้วยซ้ำไป คนที่มีวินัยจะทำงานเต็มเวลา ไม่เอาเปรียบบริษัท หรือเอาเปรียบเพื่อร่วมงาน เขาจะสามารถกำหนดแผนงาน และทำตามแผนงานได้ดี รวมถึงคนมีวินัยมักจะมีความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน การมีระเบียบวินัยจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนอื่นๆ

ไม่น่ายากเกินไป ลองฝึกฝนดูครับ

สมการสู่ความสำเร็จของคาซุโอะ อินาโมริ

สมการสู่ความสำเร็จของ คาซุโอะ อินาโมริ

มีโอกาสดูแล้วเห็นว่าได้ข้อคิดที่ดี เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมาก จึงนำมาฝากกันครับ  

เป็นรายการเจาะใจ ช่วงแรงบันดาลใจข้อคิดดีๆ โดย คอลัมนิสต์ หนุ่มเมืองจันท์

เรื่อง “สมการสู่ความสำเร็จ”

มีที่มาจากหนังสือเรื่องช้าให้ชนะ โดยคาซุโอะ อินาโมริ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Kyocera Corporation และเป็นผู้ที่กอบกู้ JapanAirline(JAL) ที่เกือบจะล้มละลายให้กลับมาได้โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี

โดยสมการที่คาซุโอะ อินาโมริ บอก เป็นสมการที่ง่ายๆ คือ

ความสำเร็จ = ความสามารถ * ความพยายาม * ทัศนคติ

และให้คะแนนแต่ละหัวข้อไม่เท่ากัน ความสามารถ และความพยายาม ให้คะแนนเท่ากันเป็นช่วง 0-100

ส่วนทัศนคติเค้าให้ความสำคัญมาก โดยให้คะแนนช่วงกว้างและเป็นทั้งบวกและลบ คือ -100 ถึง 100

ตัวอย่างการคำนวณนะครับ

ถ้าเราให้คะแนนความสามารถเต็ม 100 คะแนน ความพยายาม 100 คะแนน ทัศนคติ 1 คะแนน

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*1 = 10,000 คะแนน

แต่ถ้าให้คะแนนความสามารถและความพยายามเท่าเดิม แต่ให้คะแนนทัศนคติเป็น -1

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*(-1) = -10,000 คะแนน คุณจะได้คะแนนติดลบทันที

 

จากสมการนี้ จะเห็นได้ว่า

หากไม่มีความสามารถ หรือ ไม่มีความพยายาม ได้คะแนน 0 มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

และไม่ว่าจะมีความสามารถมากแค่ไหน ความพยายามมากแค่ไหน หากทัศนคติไม่ดี ก็อาจนำเอาความรู้ ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกก่อให้เกิดความเสียหายให้กับตัวเอง และบริษัทได้

 

บริษัทหลายแห่งก็คัดเลือกคนมาทำงานโดยให้น้ำหนัก “ทัศนคติ” (attitude) มากกว่า “ความสามารถ” (capability)

และมีคำกล่าวที่ว่า ” Attitude is everything ” ทัศนคติ คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง

 

ดังนั้นเราก็ควรให้ความสำคัญกับ ทัศนคติ เช่นกัน

เราควรยึดหลัก ทัศนคติที่ดี ทัศนคติเชิงบวก ที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น

และที่สำคัญไปกว่านั้น อย่าลืม “ทัศนคติของการเป็นคนดี” นะครับ

ลองดูครับ

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=JbFAYI7cWyQ

วางแผนงานให้สำเร็จแบบ SMART

ในชีวิตการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ทุกปีจะต้องมีการวางแผนงานประจำปี ตั้งแต่ระดับสูง ระดับฝ่าย ระดับกอง

ไล่ลงมาตามลำดับ หนึ่งในวิธีการที่ผมได้รับการอบรมเมื่อนานมาแล้ว และยังใช้ได้ดีเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมาย

นั้นคือ SMART   ภาษาในโรงงานเรียกว่า SMART Target หรือ SMART KPI

โดยแต่ละตัวสามารถอธิบายได้คร่าวๆ ดังนี้

S = Specify เฉพาะเจาะจง

เป้าหมายที่ดีต้องจำเพาะจงจง มีความชัดเจนว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เช่น เพิ่มยอดขายสินค้า X ให้มากกว่าปีนี้อย่างน้อย 10% เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เราสามารถไปวางแผนต่อได้

M = Measurable วัดผลได้

เป้าหมายที่ดีต้องวัดผลได้ เพื่อให้เราสามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ให้ผลเป็นอย่างไร ต้องปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขตรงไหน

A = Achievable เห็นผลสำเร็จ

เป้าหมายที่สามารถทำได้จริง ตั้งเป้าสูงได้ แต่ไม่ใช่ตั้งไว้แบบเป็นไปไม่ได้

R = Relevant มีความสัมพันธ์กัน

เป้าหมายที่ตั้งต้องมีความสัมพันธ์กันกับงานที่เราทำ มีสาวนเกี่ยวข้อง หรือรับผิดชอบ ไม่ใช่ตั้งไว้ในเรื่องที่เราไม่เกี่ยวข้อง หรือ มีความสัมพันธ์น้อย ไกลตัวเกินไป

T = Time bound มีระยะเวลา

เป้าหมายทุกตัวต้องกำหนดเวลา เพื่อให้กระชับ ชัดเจน และแน่นอน ป้องกันการที่เราเฉื่อย ใช้เวลานานเกินเหตุ วึ่งเราอาจจะแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวตามที่กำหนดก็ได้

 

การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นการกำหนดแนวทางการทำงานของเรา

ลองเอาการตั้งเป้าหมายแบบ SMART ไปลองใช้ดูครับ