กระปุกชีวิต

ถ้าคุณใช้เวลาและพลังงานทั้งหมดไปกับสิ่งเล็กน้อย คุณจะไม่เหลือเวลาสำหรับสิ่งที่สำคัญในชีวิต

ในชีวิตของทุกคนมีเรื่องราวมากมายที่ต้องคิด ต้องตัดสินใจ ต้องลงมือทำ แล้วเราจะจัดการสิ่งต่างๆเหล่านี้ยังไง

ตามที่ ดร.โควีย์  ได้บอกไว้ในอุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน Put First Things First

สิ่งสำคัญคือการทำให้สิ่งสำคัญ  สำคัญ” 

“Big Rock”

วิดีโอนี้เข้าใจง่ายครับ

ขอบคุณที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=CTZ_fIF9j0o

สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป

เมื่อคุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดไปแล้ว ก็คงต้อง “ปล่อยมันไป”

ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถให้เวลากับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แต่แล้วเราก็ต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไป

เพราะหากเรามัว แต่จะ“นับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา” เวลาของคุณคงไม่พอเป็นแน่ (มีความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจตัวเองในทุกเรื่อง)

ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้ เมื่อทำอย่างดีที่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง “ปล่อยมันไป”

เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว

อะไรก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือถึงถนัด…แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ

เรามีเวลาไม่มากนักหรอกที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้ ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อยว่า พร้อมจะแบกเป้หลังที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณเป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของคุณด้วย

……ไม่มีใครทำให้คนทุกคนรักเราได้…..

…..อาจจะมีคนชอบในตัวเรา10คน แต่ก็มีคนเกลียดเรา100คน

…..แคร์คนที่แคร์เรา ไม่แคร์คนที่ไม่แคร์เรา…

……มีมิตรแท้เพียงหนึ่ง ดีกว่ามีเพื่อนกินเป็น100…..

คติธรรมจากท่าน ว.วชิรเมธี

ที่มา: แฟนส่งมาให้ทางเมลเมื่อหลายปีก่อน ทุกครั้งที่เหนื่อย ท้อแท้ บทความนี้ยังช่วยเตือนตัวเองได้เสมอ

ร่มไม่ได้ช่วยหยุดฝน

 

ร่ม ไม่ได้สร้างมาให้เราหยุดฝน แต่ถูกสร้างมาให้เราไม่ต้องหยุดเดิน

เราหยุดฝนทั้งฟ้าไม่ได้ แต่เราหลบฝนได้ กางร่มได้ แม้หยุดฝนไม่ได้ เราก็ไม่เปียกได้

บางทีเราเลี่ยงและเลือกไม่ได้ที่ร่างการจะเลอะเทอะ เปียกปอน

แต่เรามีสิทธิเลือกได้เสมอ ว่าจะให้ใจเราเปรอะเปื้อนไปด้วยมั้ย

ข้อความจาก เพจธรรมะย่อยมาแล้ว นี้

ทำให้ผมนึกถึง อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ขึ้นมาทันที

ที่บอกว่าอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือ อิสรภาพในการเลือก

หลายเดือนที่ผ่านมา ผมพบว่า Proactive ช่วยลดความเครียดของผมลงได้ ผมเลือกทางที่จะตอบสนอง เลือกที่จะควบคุมชีวิตตนเอง ยอมรับความผิดพลาด รับฟังความผิดพลาด และลงมือแก้ไข

การทำงานที่ Proactive มากขึ้น

โดยมุ่งเน้น ส่วนที่ผมควบคุมได้ในขอบเขตแห่งอิทธิพล (Circle of Influence)

และพยายามขยายพื้นที่ออกไปให้มากขึ้น

ส่วนสิ่งที่นอกเหนือการควบคุม หรือเป็นส่วนที่ผู้อื่นรับผิดชอบ

ผมก็กังวลให้น้อยลง ทำให้สามารถ Focus

และจัดลำดับความสำคัญของงานได้ดีขึ้น

Self-Awareness หรือ สติ เป็นสิ่งสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้น ในการตรวจสอบความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตนเอง ก่อนที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ

ก่อนออกจากห้องผมจะหยุดและอ่านคำว่า “สติ” ที่เขียนติดกระดาษแปะไว้ที่ประตูห้องทุกวัน

เราอาจจะเปียกฝน แต่เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทุกข์เพราะเปียกฝน

ชีวิตคนเราสั้นนัก เกินกว่าที่จะมัวทำร้ายตัวเอง

ขอให้พวกเรา Proactive ในทุกๆวัน ไม่ว่าวันนั้น ฝนจะตกหรือไม่ก็ตาม

อย่าเก็บขยะไว้ในใจ

ทำไมบางคนถึงทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ไม่ปลอดโปร่งอยู่เสมอ

       คำตอบง่ายมาก เพราะเขาแบกความคิดและความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ ไม่ปลดปล่อย ไม่ปรับเปลี่ยน จนกระทั่งมันกลายเป็นขยะหรือคราบสกปรกเกาะติดหัวใจ เวลามีอะไรมากระทบหรือสัมผัสกับความรู้สึก ก็จะมีคราบเปื้อนเหล่านี้เข้าไปเจือปน ความสดใสที่ควรจะมี จึงมีได้ไม่เต็มที่

 ทำไมเราจึงปล่อยให้ใจเป็น “ถังขยะ” ล่ะ

 คำตอบก็คือ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอก ว่าเราแอบทิ้งขยะลงไปในใจของเราเอง หรือมีใครทิ้งขยะลงมาในหัวใจของเราบ้าง ถ้าเราไม่หมั่นสำรวจ บางทีเราอาจมีขยะรกเรื้อหัวใจอยู่มากมายเลยก็ได้

อะไรบ้าง ที่เป็นขยะหัวใจ

  1. ความไม่พอใจ

         มีหลายเรื่องเลยนะ ในชีวิต ที่เราไม่พึงพอใจ ถ้าจะแบ่งให้กว้างที่สุดเพื่อให้เห็นภาพ สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ไม่พอใจคนอื่น กับไม่พอใจตัวเอง ไม่พอใจคนอื่นเกิดได้มากกว่าความไม่พอใจในตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน ย่อมรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ย่อมโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเอง ย่อมเห็นความผิดของคนอื่นได้ก่อนและได้ชัดกว่าความผิดของตนเอง  

       ขณะเดียวกันเราต่างก็รู้ว่าโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีเกิน มีขาด จนกว่าจะค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนาให้มีความพอดีได้ จึงจะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ฉะนั้น เราควรมองด้านดีของกันและกันให้มากกว่าด้านที่บกพร่อง

       ถ้าเราเริ่มจากมองด้านดีของกันและกันแล้ว ความพึงพอใจ และความนับถือในกันและกันก็จะเกิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์กว่าการจับผิดกัน แล้วนำไปสู่ความไม่พอใจ

  1. ความผิดหวัง

       สิ่งที่ไม่ควรตั้งความหวังไว้สูงนัก คือหวังว่าเรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคนในอดีตจะย้อนกลับมา กับหวังว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เราวาดหวังเสียทุกประการ อดีตเป็นสิ่งที่ยากจะเรียกหาให้ย้อนกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม ดีที่สุดคือใช้อดีตเป็นบทเรียน ให้สติ ให้เราเรียนรู้ทั้งโอกาสและความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้วันนี้และวันข้างหน้า ดีกว่าอดีตที่เคยเป็น

 ส่วนอนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถบังคับบงการให้เป็นไปตามความหวังของเราได้เสียทั้งหมด แต่พอจะคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร กระนั้นก็ตาม หากไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ ก็อย่าได้ทุกข์ร้อนเสียใจ และปล่อยความคาดหวังบนความไม่แน่นอนแบบนี้ให้เป็นขยะรกอารมณ์

 

3 . ความยึดมั่นถือมั่น

        ขยะที่เพิ่มพูนความรกเรื้อรุงรังให้ใจได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งคือ ความยึดมั่นถือมั่น คิดว่านั่นก็คนของฉัน นี่ก็บ้านของฉัน รถของฉัน คนรักของฉัน ตำแหน่งของฉัน ฯลฯ จนไม่สามารถปล่อยวาง ‘สิ่งนอกตัว’ เหล่านั้นลงได้

       ส่วนใหญ่พบว่า จิตจะปรุงแต่งไปเอง ว่าสิ่งนี้ฉันรัก สิ่งนี้ฉันเป็นเจ้าของ ใครก็เอาไปจากฉันไม่ได้ พอไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ผูกพันหน่วงเหนี่ยว ยังคงเสียดาย เสียใจ และปรุงแต่งจิตเพิ่มเข้าไปว่าฉันนี้แสนทุกข์ระทม  

       ลองยอมรับความจริงดูบ้างไหม ว่าอะไรๆ ในโลกนี่ก็ไม่ใช่ของเราอย่างถาวรทั้งสิ้น แม้กระทั่งร่า งกายของเรานี้ แท้ก็เป็นแค่ของยืมมา ใช้ได้ชาตินี้ชาติเดียว เดี๋ยวก็เสื่อม ก็แก่ ก็ป่วย ก็ตาย ต้องคืนร่างกายสังขารนี้สู่สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ เน่าเปื่อยผุพังไป สิ้นความสวยความหล่อ ตลอดจนลาภยศสรรเสริญทั้งปวง

 

4 ทำอย่างไรให้ใจสะอาด

         เริ่มจากปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง อย่ายึดติดยึดถือให้มากนัก แล้วอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่อยู่กับเรา เป็นของเรา ย่อมอยู่กับปัจจุบันของเราด้วย นั่นคือสิ่งจริงแท้แน่นอน การปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง เท่ากับการเทขยะทิ้ง การอยู่กับปัจจุบัน เท่ากับการปิดฝาถังขยะ ไม่เปิดรับขยะใหม่ๆ ให้ใจต้องสกปรกรกรุงรังอีก เพื่อมีเวลาทำความสะอาดหัวใจให้ผ่องใส เบิกบาน

       ใจ…แท้จริงผ่องใสด้วยตัวของมันเอง แต่คนที่เป็นเจ้าของหัวใจต่างหาก ที่ชักนำสิ่งต่างๆ มาปะพอก จนใจนั้นหมดสภาพ ฟื้นหัวใจให้กลับไปผ่องใสดังเดิมกันเถิด ปัดฝุ่นและคราบเขม่าทั้งหลาย แล้วเปิดทางให้หัวใจได้หายใจ เต้น และรู้สึกด้วยตัวของมันเอง

       อย่าไปบงการหัวใจมาก เพราะแทนที่จะเป็นหัวใจ มันจะกลายเป็นถังขยะแทน  

ที่มา : FW mail 2010

อ่านแล้วได้ข้อคิดดีๆ ขออนุญาตแชร์ต่อครับ

ทำไมน้ำตกถึงสวย

.. รู้ไหม…? ทำไมน้ำตกถึงสวย…

พ่อ : รู้มั้ยลูก…ทำไมน้ำตกถึงสวย…

ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ…

พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก…

…ที่น้ำตกสวยน่ะ เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก…

ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ…

พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า…

…เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..

…เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก…ไม่เห็นแก่ตัว แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้..

…น้ำตก..ถึงสวย…    และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก…ที่มีเสน่ห์..ไงละ

 

ข้อคิดจากเรื่องนี้…

อย่าลืมน่ะลูก ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก…

ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก

หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก

อย่าเก็บสิ่งดี ๆ นั้นไว้..คนเดียว

ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ…แบ่งปัน…ออกไปให้มากที่สุด

มีก็แต่คนที่ “ให้” ออกไปเท่านั้นแหละ…ลูก

จึงจะเป็นคนที่ “ได้รับ” อย่างแท้จริง…

จากธรรมะสวัสดี

ที่มา: Forward mail  อ่านแล้วได้ข้อคิด ขออนุญาตแชร์ต่อครับ

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ พุทธศาสนิกชนว่า

ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินบนอากาศ

แต่ปาฏิหาริย์ ของชีวิต คือ การเดินบนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว”

ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น ตื่นมา อาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน

กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ

ตอนเย็นกลับบ้าน ก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิม ใส่ชุดธรรมดา หน้าตาเราหรือก็ธรรมดา

เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปละ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่องนอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือภรรยาเราตาย ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม หรือ เราถูกไล่ออกจากงาน เราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต

เรื่องที่เคย “ธรรมดา” ก็จะไม่ธรรมดาไปในทันที และในเวลานั้นเอง

เราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ “ธรรมดา” ที่เรามี และใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเราประหนึ่งว่า

สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล

เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้ว คือ สิ่งพิเศษที่สุดแล้ว สำหรับมนุษย์อย่างเรานั่นเอง

นั่นคือ จงพอเพียง พอใจในสิ่งที่มี

 

ที่มา: ไทม์ไลน์  อ่านแล้วได้แง่คิดดีๆ จึงนำมาฝากครับ