กฎกระทรวง การทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562

บังคับใช้ 15 กุมภาพันธ์ 2562 โดยมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมพอสมควรครับ

ยกเลิก   กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2547

นิยาม “ที่อับอากาศ” (Confined Space) หมายความว่า ที่ซึ่งมีทางเข้าออกจำกัดและไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเป็นสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และมีสภาพอันตรายหรือมีบรรยากาศอันตราย เช่น อุโมงค์ ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ำมัน ถังหมัก ถัง ไซโล ท่อ เตา ภาชนะหรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน

เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงความจากกฎกระทรวงฯ อับอากาศ 2547 ที่สำคัญ ดังนี้

เพิ่มความในคำนิยาม “ที่อับอากาศ” (Confined Space)   ว่าเป็นที่ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเป็นสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

เพิ่มคำนิยาม “สภาพอันตราย

“สภาพอันตราย” หมายความว่า สภาพหรือสภาวะที่อาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงาน

อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

  1. มีวัตถุหรือวัสดุที่อาจก่อให้เกิดการจมลงของลูกจ้างหรือถมทับลูกจ้างที่เข้าไปทำงาน
  2. มีสภาพที่อาจทำให้ลูกจ้างตก ถูกกัก หรือติดอยู่ภายใน
  3. มีสภาวะที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจำกบรรยากาศอันตราย
  4. สภาพอื่นใดที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิตตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

และมีประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น

  • เพิ่มการระบุ ระยะเวลาในการจัดเก็บบันทึกผลการตรวจวัด การประเมินสภาพอากาศ และการดำเนินการเพื่อให้สภาพอากาศในที่อับอากาศไม่มีบรรยากาศอันตราย เป็นอย่างน้อย 1 ปี
  • ให้ผู้ควบคุมงานสามารถควบคุมการทำงานในที่อับอากาศได้หลายจุดการทำงานในบริเวณพื้นที่เดียวกันในคราวเดียวกันก็ได้ แต่ต้องสามารถมาถึงแต่ละจุดการทำงานได้อย่างรวดเร็วในทันทีที่มีเหตุฉุกเฉิน
  • เพิ่มหน้าที่ของผู้ควบคุมงานให้ต้องจัดทำแผนช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และหน้าที่ในการสั่งหยุดการทำงานไว้ชั่วคราวได้ทันที
  • เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในที่อับอากาศสามารถปฏิเสธการทำงาน หากเห็นว่าการทำงานนั้นไม่มีความปลอดภัย
  • เพิ่ม/เปลี่ยนรายละเอียดและหัวข้อในหนังสืออนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศ ดังต่อไปนี้
    • เพิ่มหัวข้อ วิธีการปฏิบัติตนและการช่วยเหลือลูกจ้างออกจากที่อับอากาศในกรณีฉุกเฉิน
    • เพิ่มหัวข้อ ผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ทำงานในที่อับอากาศโดยมีใบรับรองแพทย์
  • ห้ามอนุญาตให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปในที่อับอากาศ หากรู้หรือควรรู้ว่าลูกจ้างหรือบุคคลนั้นเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคหัวใจ หรือโรคอื่นซึ่งแพทย์เห็นว่าการเข้าไปในที่อับอากาศอาจเป็นอันตราย
  • ให้นายจ้างจัดให้มีหนังสืออนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด 12 ข้อตามที่กำหนด

มีรายละเอียดอีกมากครับ ลองศึกษาเพิ่มเติมดูเอกสารแนบครับ–>กฎหมายที่อับอากาศ 2562

และมีคนทำสรุปไว้แล้วเอกสารได้รับมาในไลน์ เครติดตามรูปภาพครับ

 

 

เขื่อนป้องกันสารเคมีรั่วไหล

ในโรงงานอุตสาหกรรม ปัญหาหนึ่งที่เจอได้บ่อยๆ คือ การหกรั่วไหลของวัตถุดิบที่เป็นของเหลว

สารเคมี น้ำเสีย หรือของเหลวต่างๆในกระบวนการผลิต

สาเหตุที่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ อาทิเช่น

ท่อหลุดขณะขนถ่าย ท่อรับส่งรั่ว ถังบรรจุรั่ว พนักงานเผลอเรอ รับสารเคมีล้นถัง เป็นต้น

ดังนั้นเขื่อนป้องกันสารเคมีจึงมีความสำคัญ แล้วตามกฎหมายเขื่อนต้องมีปริมาตรเท่าไร

มีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง เช่น

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

หมวด 2 ข้อ 6 (7) ระบุว่า วัตถุอันตราย ที่มีขนาดของภาชนะบรรจุ ตั้งแต่ 25,000 ลิตรขึ้นไปต้องสร้างเขื่อน ให้มีขนาดที่สามารถจะกักเก็บปริมาณได้ทั้งหมด แต่ถ้ากรณีที่มีภาชนะบรรจุมากกว่าหนึ่งถังในพื้นที่เดียวกัน ให้สร้างเขื่อนที่สามารถ เก็บกักได้เท่ากับปริมาตรของถังเก็บขนาดใหญ่ที่สุด

 

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556

หมวด 4 ข้อ 17(8) ระบุว่าให้ จัดทำเขื่อน กำแพง ทำนบ ผนัง หรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อกักมิให้สารเคมีอันตรายที่เป็นของเหลว

ไหลออกภายนอกบริเวณสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย และมีรางระบายสารเคมีอันตรายที่รั่วไหลไปยังที่ที่สามารถรวบรวม

เพื่อนำไปกำจัดอย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้มีการสะสมตกค้างโดยรางระบายต้องแยกจากระบบระบายน้ำ

ฉบับนี้ไม่ระบุปริมาตรเขื่อน แต่บอกให้แยกรางระบายออกจากระบบระบายน้ำ ซึ่งหลายๆถังเก็บสารเคมี มักจะอยู่นอกอาคารซึ่งจะแยกรางระบายไม่ให้ปะปนกันนั้นทำได้ยาก จึงมักใช้รางระบายน้ำเดียวกัน แต่ปิดกั้นด้วยประตู หรือวาล์วปิดแทน

ซึ่งต้องบอกว่า ขอให้ระมัดระวังตรวจสอบเป้นประจำ เพราะมักจะมีการเผลอเปิดทิ้งไว้ หรือลืมปิดหลังจากปล่อยน้ำฝนทิ้ง หลังฝนตก

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีเขื่อนไว้รองรับเหตุฉุกเฉิน เราก็ไม่ควรละเลยระบบป้องกันต่างๆ ทั้งที่ต้นทาง เช่น ระบบป้องกันล้นถัง ระบบปิดอัตโนมัติ หรือ เสียงเตือนต่างๆ รวมทั้งระบบป้องกันปลายทาง เช่น ระบบตรวจจับการรั่วไหลต่างๆ ประตูน้ำฉุกเฉิน

รวมถึงแผนระงับเหตุ และการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินต่างๆเป็นประจำด้วยนะครับ

 

ที่มา

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556

การรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษ

การรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน (แบบ รว.1, รว.2, รว.3, รว.3/1)

มีกำหนดการจัดทำ และส่งภายในเดือนนี้ สิงหาคม และกุมภาพันธ์ ของทุกปี (กำหนดเวลาทำงานเผื่อไว้ครับ)

โดยการทำ รว.1-3 มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับครับ ได้แก่

  • ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดทำรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558
  • ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง แบบรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2559
  • ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องกําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการตรวจสอบและควบคุมการรั่วซึมของสารอินทรีย์ระเหยจากอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555
  • ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง การรายงานผลการตรวจวัดการรั่วซึมของสารอินทรีย์ระเหยจากอุปกรณ์และการซ่อมแซมอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2556

 

แต่ละโรงงานก็มีการรายงานแตกต่างกันไป ตามมลพิษหลักที่มีอยู่

โดยกำหนดการส่งรายงานนั้นจะตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดทำรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558

กำหนดให้ส่งรายงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็น 2 รอบ คือ

  • รอบที่ 1 เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนภายในวันที่ 1 กันยายนของปีที่รายงาน
  • รอบที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคมภายในวันที่ 2 มีนาคมของปีถัดไป

 

อย่าลืมนะครับ ส่งรายงานในเดือนนี้ กุมภาพันธ์(กุมภาพันธ์ 2562 มี 28 วันครับ)

วอ/อก7

ในเดือนมกราคมนี้ โรงงานที่มีการครอบครองวัตถุอันตรายที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมรับผิดชอบ ต้องส่งใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ที่มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตราย หรือ วอ/อก7 ครับ

ก็มีน้องที่รู้จักสอบมาถามว่า สารเคมีอะไรบ้างที่ต้องส่งรายงานเพราะมีสารเคมีเป็น 1000 ชนิดในโรงงาน พอดีน้องเขาเพิ่งได้รับมอบหมายให้ทำเป็นครั้งแรก และหัวหน้าเขาก็เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ก็ไม่รู้ที่มาเหมือนกัน

ตามกฎหมายฉบับนี้ มีบัญชีแนบท้ายรายชื่อวัตถุอันตราย จำนวน 53 รายการ ซึ่งเราต้องไปตรวจสอบกับรายการสารเคมีที่มีใช้ในโรงงานครับว่ามีรายชื่อตรงกันมั้ย

ลองเข้าไปในเว็ปไซด์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็มีกฎหมายฉบับนี้และรายชื่อสารเคมีให้ดูครับ

http://haz2.diw.go.th/vk7/

ถ้าตรวจสอบวัตถุอันตรายแล้ว มีรายชื่อตามที่กำหนดในบัญชีแนบท้ายกฎหมาย ก็ต้องแจ้งผลิต นำเข้า หรือครอบครอง ตามแบบ วอ./อก.7 ครับ

เอกสารอ้างอิง

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การให้แจ้งข้อเท็จจริงของผู้ผลิต ผู้นําเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตราย ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบ พ.ศ. ๒๕๔๗

ป้ายบ่งชี้อันตรายสำหรับ LPG Gas Station

มื่อเดือนที่แล้ว มีการตรวจสอบเพื่อต่ออายุใบอนุญาตครองครองก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG

จึงมีโอกาสกลับมาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง และเอาสรุปบางส่วนมาให้ครับ

จากประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการในการเก็บรักษา การกำหนดบุคลากรที่รับผิดชอบและการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 สำหรับสถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ที่กรมธุรกิจพลังงานรับผิดชอบ พ.ศ. 2554  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2554

เลยขอหยิบยกเนื้อหาบางจุดมาฝากกัน โดยขอยกตัวอย่างในส่วนของป้ายบ่งชี้อันตราย และป้ายคำเตือนต่างๆ ว่าจำเป็นต้องมีข้อความใดบ้าง สำหรับข้อความบังคับ นะครับ ต้องประกอบด้วยข้อความดังนี้

ติดที่ประตูทางเข้ารั้วโปร่งให้มีป้ายที่มีข้อความ

” อันตราย

  1. ห้ามสูบบุหรี่
  2. ห้ามก่อประกายไฟ
  3. ห้ามบุคคลภายนอกเข้า
  4. ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ “

โดยข้อความในป้ายต้องเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงบนพื้นสีขาว มีขนาดที่เห็นได้ชัดเจนและอ่านได้ง่าย โดยมีความสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร และต้องติดป้ายไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย

สำหรับข้อความที่เพิ่มจากเดิม คงเป็นข้อความห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ

 

สำหรับถังเก็บและจ่ายก๊าซแบบเหนือพื้นดิน ต้องมีแผ่นป้ายทำด้วยโลหะติดแน่นไว้ที่ถัง

โดยต้องแสดงรายละเอียดเป็นข้อความภาษาไทย และหรือภาษาอังกฤษที่มีความหมายเช่นเดียวกัน

ดังต่อไปนี้

(๑) มาตรฐานและหมายเลขมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบ

(๒) ชื่อ หรือตรา หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตหรือสร้าง

(๓) ชื่อ หรือตรา ของผู้ทดสอบและตรวจสอบคุณภาพ

(๔) วัน เดือน ปี ที่ ผลิตหรือสร้าง

(๕) ความดันใช้งานและความดันสูงสุด อุณหภูมิปลอดภัยสูงสุดและต่ำสุดที่ใช้ในการคำนวณออกแบบ

(๖) ความจุสุทธิ

(๗) น้ำหนัก รวมทั้งส่วนประกอบที่ติดอยู่กับถัง

(๘) ชนิด และปริมาณของก๊าซที่จะบรรจุได้

(๙) หมายเลขทะเบียนประจำถังที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน

วัน เดือน ปี ที่ผลิตหรือสร้างตาม (๔) ให้หมายถึงวันที่ทำการทดสอบและตรวจสอบครั้งแรก

การติดแผ่นป้ายที่ถังเก็บและจ่ายก๊าซต้องไม่ทำให้เสียความมั่นคงแข็งแรงแก่ถังเก็บและจ่ายก๊าซ

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ LPG ทั้งหมด ผมเคยสรุปในบทความก่อนหน้านี้

—> กฎหมายที่เกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG

แล้ววันหลังจะสรุปเนื้อหากฎหมายอื่นมาฝากกันครับ

แนวทางการอนุญาตนำเข้าสารเอชซีเอฟซี (HCFCs)เพื่อใช้ในประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559

 

ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง แนวทางการอนุญาตนำเข้าสารเอชซีเอฟซี (HCFCs) เพื่อใช้ในประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559

ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 9 ธันวาคม 2559 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไปโดยมีสาระสำคัญ คือ ยกเลิกรายละเอียดแนบท้ายประกาศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง แนวทางการอนุญาตนำเข้าสารเอชซีเอฟซี (HCFCs) เพื่อใช้ในประเทศ พ.ศ. 2555 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 โดยให้ใช้รายละเอียดแนบท้ายประกาศฉบับนี้แทน ซึ่งผมได้ทำกราฟไว้เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นตามด้านล่างครับ

ที่มา :  ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง แนวทางอนุญาตนำเข้า HCFCs ฉบับที่ 2 2559

หลังจากได้อ่านกฎหมายฉบับนี้ ผมก็มีเรื่องที่ไม่รู้หลายอย่าง จึงได้สืบค้นข้อมูลเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เช่น เรื่องของ สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน หรือ ODS คืออะไร  ODP คืออะไร พอสรุปคร่าวๆ ดังนี้ครับ 

สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน หรือ ODS คืออะไร

สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Ozone Depleting substance หรือ ODS)คือ สารที่มีศักยภาพในการทาลายโมเลกุลของโอโซน เป็นสารที่มี คลอรีนหรือโบรมีนเป็นส่วนประกอบ เช่น สาร CFCs เป็นต้น กลไกการทาลายโอโซนของสาร CFC คือ เมื่อ CFC ได้รับรังสียูวีจากแสงอาทิตย์ จะแตกตัวเป็นอะตอมของคลอรีน ซึ่งจะไปรวมตัวกับอะตอมของโอโซน เกิดเป็นสารประกอบ Cl-O ซึ่งคลอรีนในสารประกอบนี้ก็จะหลุดออกมาและไปทำลายโอโซนหรือทำให้โอโซนแตกตัว

สารทำลายโอโซน ได้แก่สารพวก ฮาโลคาร์บอน (Halocarbon)  คือสารที่มีส่วนประกอบของธาตุ คลอรีน (Cl) ฟลูออรีน (F) โบรมีน (Br) คาร์บอน (C) และไฮโดรเจน (H)  ซึ่งเป็นคำรวมที่เรียกสารทำลายโอโซนส่วนมาก เช่น  ได้แก่

– คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbon, CFCs)

– ไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Hydrochlorofluorocarbon, HCFCs)

– ฮาลอน (Halons)

 – ไฮโดรโบรโมฟลูออโรคาร์บอน (Hydrobromofluorocarbon, HBFCs)

 – โบรโมคลอโรมีเทน (Bromochloromethane)

 – เมทิลคลอโรฟอร์ม (Methyl Chloroform)

 – คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (Carbon Tetrachloride)

– เมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide

 

ค่าโอดีพี ODP คืออะไร

สารเคมีเหล่าจะนี้มีความสามารถในการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน หรือที่เรียกว่า ศักยภาพในการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Ozone Depleting Potential, ODP) แตกต่างกัน โดยสารที่มีค่า ODP มากจะมีศักยภาพในการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนสูงกว่าสารที่มีค่า ODP ต่ำ

ODP เป็นตัวเลขที่แสดงระดับในการทาลายโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ของสารทาความเย็น ชนิดต่างๆ โดยใช้ค่าของ R-11 เป็นมาตรฐาน คือกาหนดค่า ODP ของ R-11 =1 ส่วนสารทาความเย็นอื่นๆ มีค่า ODP ซึ่งเทียบกับ R-11 ได้ เช่น R-12 (ODP=1), R-22 (ODP=0.055) และ R-134a (ODP=0)สารทำความเย็นที่ใช้ควรมีค่า ODP เป็นศูนย์ นั่นคือต้องเป็นสารที่ไม่ทาลายโอโซน ซึ่ง สารทำความเย็นกลุ่ม CFC ซึ่งมีคลอรีนเป็นส่วนประกอบนั้นจะมีสมบัติในการทำลายโอโซน โดยคลอรีนที่ถูกปล่อยออกมาจะทำปฏิกิริยากับโอโซนได้ ออกซิเจน และ คลอรีนมอนอกไซค์ (ClO)

Global Warming Potential (GWP) : เป็นตัวเลขที่แสดงระดับการทาให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยกาหนดค่า GWP ของ R-11 เป็นมาตรฐานคือ 1.0 ส่วนสารทาความเย็นอื่นมีค่าเทียบกับ R-11 ได้ดังแสดงในตาราง

 

ภาพของหลุมพร่องโอโซนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 บริเวณขั้วโลกใต้

ที่มาของรูปภาพ :https://commons.wikimedia.org/wiki/File:NASA_and_NOAA_Announce_Ozone_Hole_is_a_Double_Record_Breaker.png

 

อ้างอิง

http://ozone.tmd.go.th

http://www.ozonediw.org

https://th.wikipedia.org

https://www.mtec.or.th

http://eng.sut.ac.th

 นายพงศ์สินธุ์ ธนวัฒน์เสรี  “สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนและภาวะโลกร้อนเกี่ยวข้องกันอย่างไร”

กฎหมายที่เกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG

 

หลังจากรู้จัก ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) กันไปบ้างแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ใครยังไม่ได้อ่านก็สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ที่นี่ครับ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG)

สำหรับ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG)  ผมเพิ่งได้รับมอบหมายให้มาดูแลกระบวนการผลิตที่มีการก๊าซชนิดนี้เป็นเชื้อเพลิง  จึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมและทำให้ได้รับโอกาสไปเข้าร่วมอบรมผู้ปฏิบัติงานสถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว จึงได้รู้ว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับก๊าซ LPG หลายฉบับมาก  โดยฉบับหลักที่เกี่ยวข้อง คือ ประกาศกระทรวงพลังงานเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเก็บรักษา การกำหนดบุคลากรที่รับผิดชอบและการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 สำหรับสถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่กรมธุรกิจพลังงานรับผิดชอบ พ.ศ.2554  โดยได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2554

กฎหมายฉบับนี้ได้เน้นไปที่การกำกับดูแลสถานที่ใช้ก๊าซ LPG ตามสถานประกอบการ เช่น โรงงาน, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงการใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มในครัวเรือน โดยจะมีการกำหนดสถานที่ใช้ก๊าซ LPG รวมไปถึงการใช้ภาชนะให้สอดคล้องการเก็บรักษาวัตถุอันตรายและมาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นไปตามหลักสากล โดยสาระสำคัญของกฎหมาย ฉบับนี้อาทิเช่น

  • ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตสำหรับวัตถุอันตราย และไม่ต้องขึ้นทะเบียนสำหรับวัตถุอันตราย ตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
  • ผู้มีไว้ในครอบครอ ในสถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ถ้ามีปริมาณการเก็บรวมกันไม่เกิน 500 กิโลกรัม ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตมีไว้ในครอบครองก๊าซฯ   ถ้ามีปริมาณการเก็บเกิน 250 กิโลกรัม ต้องแจ้งข้อเท็จจริงการครอบครอง และถ้ามีปริมาณการเก็บรวมกันเกิน 1,000 กิโลกรัม ต้องเก็บรักษาและใช้ก๊าซฯ จากถังเก็บและจ่ายก๊าซ
  • ผู้จะเลิกการประกอบกิจการโรงงาน หรือเลิกใช้ถังเก็บและจ่ายก๊าซ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่พร้อมหนังสือรับรองจากผู้ทดสอบและตรวจสอบว่าไม่มีก๊าซค้างอยู่
  • กำหนดให้แผนผังและรูปแบบของสถานที่ใช้ก๊าซฯ ที่ขออนุญาต
  • ถังเก็บและจ่ายก๊าซ ต้องเป็นภาชนะที่มีขนาดและลักษณะ และมีข้อต่อที่จะติดตั้งอุปกรณ์ตามที่กำหนด
  • ถังเก็บและจ่ายก๊าซแบบเหนือพื้นดิน ต้องมีแผ่นป้ายโลหะติดไว้ที่ถังเป็นภาษาไทยและหรืออังกฤษ
  • การตั้งถังเก็บและจ่ายก๊าซฯ ในสถานที่ใช้ก๊าซฯ ต้องปฏิบัติตามที่กำหนดไว้
  • การวางระบบท่อก๊าซฯ การติดตั้งอุปกรณ์เข้ากับถังเก็บและจ่ายก๊าซในสถานที่ใช้ก๊าซฯ ให้เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด
  • ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยของสถานที่ใช้ก๊าซฯ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
  • การกำหนดบริเวณอันตรายในการติดตั้งระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์และบริภัณฑ์ ของสถานที่ใช้ก๊าซฯ ให้เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด
  • อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ในบริเวณอันตราย ต้องทนการระเบิด และได้รับการรับรอง
  • การเดินสายไฟฟ้าในบริเวณอันตราย ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด
  • ระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า วิธีเดินสายไฟฟ้าต้องต่อลงดิน
  • สถานที่ใช้ก๊าซฯ ปริมาณการเก็บรวมกันเกิน 500 กิโลกรัม ต้องติดเครื่องส่งเสียงดัง เมื่อก๊าซรั่วไว้ที่ตั้งถังก๊าซหุงต้ม หรือถังเก็บและจ่ายก๊าซ อย่างน้อยบริเวณละ 1 เครื่อง
  • .ถังเก็บและจ่ายก๊าซที่ผลิตหรือสร้างใหม่ ผู้ผลิตหรือผู้สร้างต้องทดสอบและตรวจสอบ ด้วยกรรมวิธีที่ไม่ทำลายสภาพเดิม พร้อมยื่นผลการทดสอบและตรวจสอบต่อกรมธุรกิจพลังงงาน
  • ก่อนบรรจุก๊าซฯ ลงในถังเก็บและจ่ายก๊าซ ต้องทดสอบ โดยใช้ความดันไฮดรอลิก
  • เมื่อใช้ครบทุกๆ 5 ปี ต้องทดสอบและตรวจสอบ จัดทำหนังสือรับรองยื่นพร้อมผลการทดสอบ การต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการประจำปีทุกครั้ง ต้องตรวจสอบถังเก็บและจ่ายก๊าซแบบเหนือพื้นดินด้วยวิธีตรวจพินิจด้วยสายตา (Visual Inspection) เป็นอย่างน้อย
  • ต้องมีบุคลากรเฉพาะที่รับผิดชอบดูแลไม่น้อยกว่า 1 คน
  • ต้องจัดให้มีบุคลากรเฉพาะภายในเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้

สำหรับเรื่องการขออนุญาตผมได้ทำสรุปง่ายไว้ ตามตารางด้านล่างครับ

ส่วนกฎหมายฉบับอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ผมได้รวบรวมไว้ตามรูปด้านล่างครับ ไว้มาสรุปสาระสำคัญๆ ในคราวหน้าครับ

 

อ้างอิง

ประกาศกระทรวงพลังงานเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเก็บรักษา การกำหนดบุคลากรที่รับผิดชอบและการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

http://elaw.doeb.go.th

 

กฎหมายควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน

กฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน  พ.ศ. 2559

         กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีเหตุผลว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมการปนเปื้อนของสารปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน จึงกำหนดให้มีหลักเกณฑ์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ในกฎหมายได้ให้คำนิยามของ “ การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน” ว่า การที่ดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน

มีสารปนเปื้อนสะสมในปริมาณที่ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิต หรือมีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

ต่อสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม   และสารปนเปื้อนที่ระบุไว้ มี 5 ชนิดได้แก่

 (1) สารอินทรีย์ระเหยง่า (2) โลหะหนัก  (3) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์  (4) สารที่มีลักษณะและคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (5) สารอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ซึ่งโรงงานที่กำหนดในท้ายกฎกระทรวงนี้ มีทั้งหมด 12 ประเภทโรงงาน จะ ต้องตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และจัดการให้การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินต้องไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับการตรวจสอบและส่งรายงานนั้น สามารถแยกได้เป็น 2 กรณี คือ

  1. โรงงานใหม่
    • ตรวจก่อนเริ่มประกอบกิจการโรงงาน โดยเก็บรายงานผลการตรวจสอบไว้
    • ตรวจเมื่อครบกำหนด 180 วัน นับแต่วันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน โดยส่งรายงานผลการตรวจสอบภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ตรวจ   พร้อมส่งผลการตรวจก่อนเริ่มประกอบกิจการโรงงานด้วย
  2. โรงงานที่ตั้งก่อนที่กฎหมายจะประกาศ
    • ตรวจภายใน 180 วันนับแต่กฎกระทรวงใช้บังคับ โดยส่งรายงานผลการตรวจภายใน 180 วันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจสอบ
  • ตรวจเมื่อครบกำหนด 180 วันนับแต่วันที่ได้ตรวจสอบในครั้งแรก โดยส่งรายงานผลการตรวจภายใน 180 วันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจ

นอกจากนี้ทุกโรงงานต้องตรวจคุณภาพดินทุก 3 ปี และตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินทุก 1  ปี  โดยจัดส่งรายงานภายใน 120 วันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจสอบ

 

 

ถัดมา ได้มีกฎหมายใหม่ออกมาอีกฉบับได้แก่

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน การแจ้งข้อมูล รวมทั้งการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และรายงานเสนอมาตรการควบคุมและมาตรการลดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน พ.ศ. 2559

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 โดยมีการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ที่โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องปฏิบัติตาม อาทิเช่น

  • ต้องแจ้งข้อมูลสารเคมีที่ใช้หรือเก็บรักษาภายในโรงงาน แผนผังแสดงจุดเก็บตัวอย่างและบ่อสังเกตการณ์ และข้อมูลอื่นที่จำเป็นตามภาคผนวกที่ 3 ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงาน
  • โรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ให้ยื่นข้อมูลและแผนผัง ฯภายใน 29 พฤษภาคม 2560 หรือภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้
  • โรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ให้ยื่นข้อมูลและแผนผัง ฯภายใน 180 วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน
  • ต้องแจ้งข้อมูลและแผนผังฯ ครั้งต่อไปพร้อมกับการขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทุกครั้ง
  • ต้องแจ้งข้อมูลและแผนผังฯ ทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมการใช้สารปนเปื้อนภายในโรงงาน
  • ตารางเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน(ภาคผนวกที่ 1)
  • วิธีคำนวณเกณฑ์การปนเปื้อนดินภายในบริเวณโรงงาน(ภาคผนวกที่ 2)
  • ตารางบัญชีรายชื่อสารปนเปื้อนและการจำแนกความเป็นอันตรายของสารปนเปื้อน(ภาคผนวกที่ 3)
  • กำหนดแบบรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินให้(ภาคผนวกที่ 4)
  • มาตรการควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินและมาตรการลดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน(ภาคผนวกที่ 5)
  • หลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินภายในโรงงาน(ภาคผนวกที่ 6)

 

สำหรับท่านใดที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ก็ลองศึกษาดูนะครับ มีรายละเอียดค่อนข้างมาก

โดยตอนนี้ทางสำนักเทคโนโลยีน้ำและสิ่งแวดล้อมโรงงาน ได้จัดคู่มือการสำรวจและตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางการการปฏิบัติงาน ใครที่เกี่ยวข้อง ลองโหลดไปอ่านดูครับ

  1. กฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน 29 เมษายน 59
  2. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน 29 พ.ย.59
  3. คู่มือการสำรวจและตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน

ค่าสี ADMI มาตรฐานใหม่ตามกฎหมาย

ค่าสี ADMI มาตรฐานใหม่ ตามกฎหมายสำหรับวัดค่าสีในน้ำทิ้ง

          จากการกำหนดค่าสีในน้ำทิ้ง ให้มีค่าสี (Color) ไม่เกิน 300 เอดีเอ็มไอ โดยประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรม  โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่  07 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปนั้น

          ก่อนอื่นมาทบทวนความเข้าใจก่อนว่า สีของน้ำเกิดจากอะไร สีของน้ำเกิดจากการปนเปื้อนของสารต่างๆ ทั้งที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ทั้งที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ โดยที่สีนั้นสามารถถูกกำจัดออกได้เพื่อทำให้น้ำเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์  ปัจจุบันมีการวัดค่าสี อยู่หลายหน่วย เช่น หน่วยโลวิบอนด์(Lovibond unit) หน่วยอะฟา(APHA unit) หน่วยแพลตินัมโคบอลต์(Platinum-cobalt unit) และหน่วยเอดีเอ็มไอ(ADMI unit) ซึ่งในการวัดค่าสีในน้ำตัวอย่างนั้นจะต้องกระทำทันทีหลังจากเก็บน้ำตัวอย่าง แต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ทันทีให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส และโดยทั่วไปการวัดค่าสีจะเป็นการวัดค่าสีจริง คือ สีที่ได้หลังจากการกำจัดเอาสารแขวนลอยออกแล้ว ซึ่งการกำจัดสารแขวนลอยออกนั้น ก็มีใช้กัน 2 วิธี คือ 1) วิธีการกรอง Filtration system ผ่าน calcined filter aids และ micrometallic filter crucible ขนาด 40 um 2)วิธีการหมุนเหวี่ยง Centrifuge system

 

การวัดค่าสีในหน่วย ADMI

ADMI ย่อมาจาก American Dye Manufacturers Institute ถือเป็นหน่วยมาตรฐานในการวัดค่าสี เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของสีย้อม (Dye) และเม็ดสี (Pigment) ในน้ำ  โดยการวัดค่าสีในหน่วย Platinum-Cobalt จะวัดค่าสีเฉพาะหน่วยสีที่เป็นสีเหลือง (Yellow) เท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับการวัดค่าสีในแหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากน้ำจากแหล่งน้าธรรมชาติมักจะมีเฉดเป็นสีเหลืองถึงสีส้ม ในขณะที่การวัดค่าสีในหน่วย ADMI จะตรวจวัดปริมาณของสี (Color Value) ในทุกหน่วยสี ไม่เน้นที่สีใดสีหนึ่งโดยการตรวจวัดจะเป็นไปตามข้อกาหนดของมาตรฐาน EPA เลขที่ 110.1

หลักการตรวจวัดค่าสีในหน่วย ADMI เนื่องจากการวัดค่าสีในหน่วย ADMIมีการตรวจวัดค่าสีในทุก ๆหน่วยสี ดังนั้น จึงมีความสลับซับซ้อนกว่าการวัดค่าสีในหน่วย Platinum-Cobaltการวัดค่าสีในหน่วย ADMI ใน Standard Method for Examination of Water & Wastewaterมี 2 วิธีมาตรฐาน ดังนี้

  • APHA 2120E ADMI TristimulusFilter method
  • APHA 2120F ADMI Weighted-Ordinate Spectrophotometer

โดยทั้ง 2 วิธีมาตรฐานดังกล่าว เป็นการวิเคราะห์ค่าสีด้วยเครื่อง Spectrophotometer ที่ความยาวคลื่น 400-700nmซึ่งเป็นการวัดค่าสีที่แท้จริง โดยวัดปริมาณเม็ดสีตั้งแต่เฉดสีม่วงถึงเฉดสีแดง

          เราคงต้องเตรียมความพร้อมแล้วละครับ  เริ่มจากการตรวจสอบวิธีการวัดค่าสีของเราว่าเป็นอย่างไร  สามารถปรับเปลี่ยนวิธีให้สอดคล้องกับกฎหมายได้หรือไม่  เครื่องวัดสีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนหน่วยเป็น ADMI ได้หรือไม่  หรือจำเป็นจะต้องซื้อเครื่องวัดสีใหม่ หรือเลือกที่จะส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์กับห้องวิเคราะห์เอกชนต่างๆ ก็ต้องเลือกกันตามความเหมาะสมของแต่ละโรงงานครับ

 

ที่มาของเนื้อหาบางส่วน:  Measurement of color in waste water by Assoc. Prof. Dr. Jaroon  Jakmunee

Department of Chemistry and Center of Excellence for Innovation in Chemistry, Faculty of Science, Chiang Mai University