ระวัง! ประตูกระจก ประมาทนิดเดียวอาจต้องตัดแขน

ประตูกระจก พบเห็นได้ทั่วไปตามร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร หรือสถานที่ต่างๆ การเกิดอุบัติเหตุกระจกบาดแขน

ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว  ตามข่าวหลายๆครั้ง เช่น

อุบัติเหตุกระจกบาดแขน

อุบัติเหตุ หนุ่มตัดแขนตัวเอง เพราะเปิดประตูด้วยวิธีที่เราชอบทำกัน มักง่ายแต่อาจเสียแขน

 

ในโรงงานอุตสาหกรรมเองก็เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกันๆ   พอจะสรุปเหตุการณ์ที่เคยได้ข่าวมาดังนี้

  1. กรณีใช้มือผลักกระจก ทำให้กระจกแตก มือและแขนทะลุกระจกไป ทำให้กระจกที่แตกบาดแขน
  2. กรณีจับที่ขอบประตูกระจก อาจจะเป็นตอนที่ประตูเปิดออกแล้วโดยคนก่อนหน้านั้น แล้วคนเดินตามหลังจับที่ขอบประตู ทำให้เกิดการบาดมือ หรือจังหวะพอดีที่ประตูปิด ทำให้ขอบประตูเฉือนนิ้วได้

แต่ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เราก็ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ดังนั้นหากไม่สามารถปรับเปลี่ยนประตูกระจกไปใช้แบบอื่น หรือเปลี่ยนเป็นแบบสไลด์เปิดได้  ก็คงต้องเน้นเรื่องป้ายชี้บ่ง  รวมทั้งสื่อสารให้ทุกคนรับทราบถึงความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุนี้

เรื่องเล็กน้อย แค่เปิด-ปิดประตู อาจเกิดความเสียหายใหญ่ได้นะครับ

*ระวังประตูกระจก  ต้องจับที่ด้ามจับเท่านั้น  ห้ามผลักกระจก เพราะอาจทำให้กระจกแตกและบาดแขนได้*

แอมโมเนียประโยชน์มาก อันตรายมาก

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในตอนเช้า ลูกน้องผมรับสาย ปลายทางซึ่งเป็น รปภ แจ้งมาว่าด้านหน้าโรงงาน บริเวณที่จอดรถบรรทุกเพื่อรอเตรียมเข้าโรงงานมีกลิ่นแอมโมเนียแรงมาก ขณะนี้ได้กันคนออกจากพื้นที่แล้ว คาดว่าจะมีแอมโมเนียรั่วไหล เมื่อลูกน้องผมได้ยินก็รีบออกจากแผนกไป  ส่วนผมคิดไว้ในใจว่าคงไม่รุนแรงมาก และก็ตามไปติดๆ เมื่อถึงที่เกิดเหตุก็พบว่ามีกลิ่นแอมโมเนียจริง แต่ไม่ได้รุนแรงเหรือแพร่กระจายไปไกลนัก แสดงว่าไม่ได้รั่วรุนแรง และคนขับรถส่งก๊าซแอมโมเนียได้อยู่ที่รถและทำการเอาผ้าชุบน้ำมาอุด และคอยซับจุดที่มีก๊าซรั่วออกมา เขาตัดสินใจที่จะขับรถกลับไปที่คลังสินค้าของบริษัท เพื่อทำการซ่อมรถ ซึ่งผมก็ถามเพื่อยืนยันความปลอดภัยว่าเคยซ่อมมั้ย และที่รั่วรุนแรงแค่ไหน   ทางคนขับรถแจ้งว่าแค่ซึมๆออกตามซีล ซึ่งก็เคยซ่อมอยู่ไม่มีปัญหา และได้แจ้งให้หัวหน้าคลังรับทราบพร้อมจะขับรถกลับ สำหรับเหตุการณ์นี้ก็ผ่านไปด้วยดี

                สำหรับก๊าซแอมโมเนีย หรือ แอมโมเนีย แอนไฮดรัส (Ammonia anhydrous)” เป็นแอมโมเนียที่ ปราศจากน้ำอยู่ในสถานะก๊าซหรือของเหลวภายใต้ความดัน มีใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหลายชนิด และสารเคมีที่เป็นอันตรายและเกิดอุบัติเหตุในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และมีเหตุถึงขั้นเสียชีวิตแทบทุกปี

มาตรการความปลอดภัยในการใช้งานแอมโมเนีย(ในส่วนของผู้ใช้งาน) จึงต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ การตรวจสอบรถขนส่ง  การตรวจสอบความรู้ความชำนาญของพนักงานขนส่ง  การตรวจสอบก่อนที่จะโหลดเข้าถังเก็บ  การตรวจสอบถังเก็บกักเป็นประจำ  รวมถึงแผนฉุกเฉินต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานก๊าซแอมโมเนีย จะต้องมีการทบทวนฝึกซ้อมอยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ

ส่วนอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแอมโมเนีย ก็ควรจะมีให้ครบและตรวจสอบเป็นประจำ

เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดก๊าซแอมโมเนีย (Ammonia Detector) แบบพกพา (Portable Type) และแบบติดตัง้ ประจำที่ (Fixed Type) ชุดป้องกันสารเคมีระดับ A (Vapor-tight Chemical Protective Clothing) ต้องเตรียมพร้อม ต้องฝึกส่วมใสกันด้วยนะครับ จากการฝึกหลายๆครั้งที่เจอ พบว่าคนที่สวมชุดนี้ไม่แข็งแรงพอ อาจจะเนื่องจากชุดมันหนัก อึดอัด และไม่คุ้นเคย ตลอดจนสภาพอากาศด้วย ถ้าเป็นหน้าร้อน คนที่สวมชุดเพื่อไประงับเหตุจะเหนื่อยเร็วมาก ก็ต้องจัดเตรียมคนและชุดสำหรับผลัดเปลี่ยนด้วย  

เนื่องด้วยแอมโมเนียเป็นสารที่มีความอันตรายสูง ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงได้จัดทำ

คู่มือการจัดการสารเคมีอันตรายสูง แอมโมเนีย (Ammonia)”  ซึ่งละเอียดและเป็นประโยชน์อย่างมาก

ลองศึกษาเพิ่มเติมครับ

คู่มือการจัดการสารเคมีอันตรายสูง Ammonia

 

 

ไฮโดรเจนซัลไฟด์พิษร้ายก๊าซไข่เน่า

ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าแก๊สไข่เน่า คงคุ้นๆกันแล้วใช่มั้ยครับ ในงานระบบบำบัดน้ำเสียก็คงต้องรู้จักก๊าซชนิดนี้ดี เนื่องจากในน้ำเสียถ้าหากเก็บไว้เป็นเวลานานก็จะเกิดการเน่าเหม็น ซึ่งกลิ่นเหม็นนี่แหละส่วนหนึ่งก็มาจากไฮโดรเจนซัลไฟด์ สำหรับในบทความนี้ขอเล่าถึงอันตรายของก๊าซชนิดนี้ก่อน เนื่องจากในการดูแลระบบบัดน้ำเสียนั้น จะมีงานที่ต้องลงไปล้างทำความสะอาดบ่อเก็บน้ำเสีย หรือบ่ออื่นๆ ซึ่งเป็นการทำงานในที่อับอากาศ เป็นงานที่เสี่ยงอันตราย  โดยในการทำงานในที่อับอากาศนั้นมีกฎหมายควบคุมอยู่ ไว้มาอธิบายในบทความหน้าละกันครับ

สำหรับอันตรายของไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีตัวอย่างอุบัติภัยที่เกิดขึ้นอยู่หลายกรณีตามที่เป็นข่าว เช่น  เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2552  แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์รั่ว ส่งผลให้คนงานและผู้รับเหมาจำนวน 27 ราย ได้รับก๊าซพิษทำให้เกิดอาการมึนศีรษะแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล เหตุเกิดที่โรงงานปิโตรเคมีแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง  เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์รั่ว ที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี เป็นเหตุให้วิศวกรได้รับบาดเจ็บ 4 รายและเสียชีวิต 1 ราย  เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2560 สยองกรุง! คนงานลงไปล้างบ่อบำบัดลึก 2 เมตร สุดท้ายขาดอากาศตายสลด 4 ศพ เป็นการทำงานในที่อับอากาศ ก็อาจมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์เกิดขึ้นอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต

ไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นหนึ่งในสารประกอบที่ได้จากธาตุซัลเฟอร์ มีคุณสมบัติเป็นก๊าซพิษที่ไม่มีสี มีสูตรทางเคมีว่า H2S  น้ำหนักโมเลกุล 34.04 จุดเดือด -85.5C จุดหลอมเหลว -60.7C ความหนาแน่นของแก๊ส 1.393 g/L ที่อุณหภูมิ 25C ความดันบรรยากาศ 1 atm ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอากาศ  ค่าปริมาณไอระเหยของก๊าซต่ำสุดที่สามารถเกิดการระเบิดได้ หากมีออกซิเจนเพียงพอ (Lower explosive Limit, LEL) อยู่ที่ 4.3%  จึงจัดว่าเป็นก๊าซที่มีความว่องไวในการลุกติดไฟได้ง่ายมากและเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง และอุณหภูมิที่สามารถลุกติดไฟได้เองอยู่ที่อุณหภูมิ 290C

ไฮโดรเจนซัลไฟด์หากได้รับในระดับความเข้มข้นต่ำก็ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองแต่ถ้าได้รับที่ปริมาณความเข้มข้นสูงๆ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที และนอกจากนี้เมื่อก๊าซนี้สัมผัสกับน้ำหรือไอน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นกรดซัลฟูริกมีฤทธิ์ทางการกัดกร่อนสูง สามารถกัดกร่อนหลังคาบ้านเรือนรวมไปถึงวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากเกาะตัวอยู่บนโลหะหรืออยู่ในอากาศ เมื่อฝนตกลงมาก็จะกลายเป็นไอกรดหรือฝนกรด และถ้าหากถูกผิวหนังก็จะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน

The American National Standards Institute standard ได้แบ่งระดับความเป็นพิษตามระดับความเข้มข้นของก๊าซที่ได้รับ แสดงดังตาราง

http://www.tasatec.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539680468&Ntype=21

 

ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นก๊าซพิษที่ต้องตระหนักถึงอันตรายทุกครั้งก่อนที่จะเข้าทำงานในที่อับอากาศครับ โดยค่าความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์นั้นมีดังนี้

TLV Threshold limit value (ACGIH)ค่าจำกัดที่จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพคน : 10 ppm

STEL Short-term exposure limits (ACGIH)ค่าจำกัดการสัมผัสระยะสั้น : 15 ppm

PEL Permissible exposure limit(OSHA)ค่าจำกัดการสัมผัสที่ยอมรับได้ : Ceiling(OSHA)ระดับความเข้มข้นที่ไม่ควรเกินไม่ว่าช่วงเวลาใดของการทำงาน = 20 ppm

IDLH Immediately Dangerous to Life or Health(NIOSH)อันตรายทันทีทันใดต่อชีวิตหรือสุขภาพ : 100 ppm

Odor Threshold Low ความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถได้กลิ่นหรือจดจำสารนั้น : 0.001 ppm

 

โดยเราต้องทำงานในที่อับอากาศ ต้องตรวจวัดค่าความเข้มข้นของก๊าซพิษนี้ ให้มีค่าไม่เกิน 5 ppm ถ้าให้ดีควรจะเป็น 0 ppm ถึงจะสามารถเข้าไปทำงานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น และด้วยการที่ก๊าซนี้มีกลิ่นเน่าซึ่งเราได้กลิ่นตั้งแต่ความเข้มข้นต่ำกว่า 1 ppm ดังนั้นเมื่อเจอว่ามีกลิ่นเหม็นรุนแรงก็ต้องระวังเป็นพิเศษก่อนการตรวจวัดความเข้มข้น อย่างไรก็ตามในการทำงานที่อับอากาศนั้นยังมีอันตรายด้านอื่นๆ และมีแนวทางปฏิบัติอีกหลายประการที่ต้องทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการทำงานครับ

 

 

5 วิธี นั่งแท็กซี่ให้ปลอดภัย

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้บริการรถแท็กซี่บ่อยมาก  ทั้งในเรื่องของการบริการ การพูดจา ความสะอาด การกดมิเตอร์หรือการขอให้เหมาจ่ายค่ารถ รวมถึงการปล้น ปลุกปล้ำจะข่มขืนผู้โดยสาร  พอดีได้มีโอกาสดูรายการ ชูวิทย์ตีแสกหน้า ทางช่องไทรัฐทีวี ช่อง32 ทางคุณชูวิทย์ ได้เล่าเรื่องการใช้บริการแท็กซี่ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยได้เล่าว่าได้รับการบอกกล่าวมาจากผู้ต้องขัง ผมเลยขอเอาสรุปมาฝากกันครับ  วิธีนั่งแท็กซี่ให้มีความปลอดภัย กรณีที่ต้องใช้บริการรถแท็กซี่คนเดียวในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี  มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ครับ

  1. อย่านั่งด้านหน้า ข้างคนขับ เนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนร้าย กระทำการใดๆ ได้โดยง่าย
  2. ให้นั่งด้านหลังคนขับ กรณีเจอคนร้ายจอดรถติดขอบด้านซ้ายทำให้เราเปิดประตูลงรถด้านซ้ายมือไม่ได้และจะลงรถมาเปิดประตูด้านขวาเข้าในรถได้ ถ้าเรานั่งด้านเดียวกับคนขับ ทำให้มีโอกาสในการเปิดประตูลงได้ง่ายกว่า
  3. กรณีคนขับ บอกให้ช่วยเก็บของที่ตกในรถให้หน่อย อย่าเก็บ เนื่องจากอาจเปิดโอกาสให้คนร้าย เอายาสลบมาฉีดได้
  4. ให้ระวังกลิ่นน้ำหอมต่างๆ ถ้าพบว่ามีกลิ่นให้เปลี่ยนคันโดยทันที ถึงแม้คนขับจะบอกว่ารถมีกลิ่นเหม็นเปิดน้ำหอมดับกลิ่น กรณีที่ลงจากรถไม่ได้ ให้เปิดหน้ากระจกหน้าต่างลงโดยเร็ว
  5. หลังจากขึ้นรถแล้ว ให้ถ่ายรูปป้ายที่ระบุชื่อคนขับพร้อมป้ายทะเบียนไว้ทันที พร้อมกับส่งข้อมูลให้คนที่รู้จัก หรืออาจจะใช้วิธีโทรศัพท์คุยกับใครก็ได้ เพื่อบอกว่าเราขึ้นรถป้ายทะเบียนอะไร และกำลังจะไปไหน

ในทุกสังคมก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี รถแท็กซี่เองก็มีคนขับที่ดีเป็นส่วนใหญ่ ที่ไม่ดีนั้นมีน้อยมากครับแต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของรถแท็กซี่นั้นแย่ลง ดังนั้นในการใช้บริการรถแท็กซี่โดยเฉพาะตอนกลางคืน เราก็พยายามมีสติตลอดเวลา อย่าเผลอหลับ หมั่นสังเกตและนำเอาวิธีการต่างๆที่บอกไว้ไปใช้นะครับ อย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติภัยได้ครับ

ที่มา

รายการชูวิทย์ตีแสกหน้า ไทยรัฐทีวี ช่อง32

การป้องกันการตกจากที่สูง

อุบัติเหตุจากการผลัดตกจากที่สูงถือได้ว่ายังมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง  เมื่อหลายวันก่อนได้ดูข่าวเรื่องการตกจากที่สูงจนเสียชิวิต  เสี่ยอสังหาฯ พลัดตกอาคารก่อสร้างลึก 25 เมตร จนท.ปั๊มหัวใจยื้อชีวิต ก่อนสิ้นใจที่โรงพยาบาล https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_269489   ในเนื้อหาข่าวได้บอกลักษณะการเกิดเหตุว่าผู้เสียชีวิต ได้เดินตรวจสอบในพื้นที่ก่อสร้าง และเกิดพลัดตกลงไปในบ่อที่กำลังขุดบริเวณชั้นใต้ดิน ซึ่งมีความลึกประมาณ 20-25 เมตร จนหมดสติ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ และอาสาสมัครร่วมกตัญญู ได้ให้การช่วยเหลือและปั๊มหัวใจก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลและจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยมีคลิบจากกล้องวงจรปิดในขณะเกิดเหตุด้วย

ที่มา  https://www.youtube.com/watch?v=zRYkp8FKsEM

สำหรับกรณีนี้ขอให้เป็นเครื่องเตือนสติให้กับผู้ที่ทำงานบนที่สูง หรือที่มีความเสี่ยงในการพลัดตกจากที่สูงทุกๆคน ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน และขอรวบรวมวิธีการป้องกันการตกจากที่สูง มาทบทวนกันครับ

กฎพื้นฐาน

  1. เป็นผู้ได้รับมอบหมายและมีคุณสมบัติในการทำงานบนที่สูง
  2. สวมใส่เครื่องแต่งกายให้รัดกุมและเรียบร้อย
  3. เลือกจุดยึดที่แข็งแรงสามารถรับแรงกระชากเมื่อเกิดการตกได้
  4. สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะทำงานเสมอ ได้แก่ ถุงมือที่ปราศจากน้ำมัน รองเท้านิรภัย เข็มขัดนิรภัยชนิดเต็มตัว (Full body harness) และสายช่วยชีวิต (Lanyard, SRL) เป็นต้น
  5. เตรียมแผนการช่วยเหลือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น Tripod และ Winch เตรียมไว้ เป็นต้น

อุปกรณ์ป้องกันการตก

อุปกรณ์ป้องกันการตกเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ปฎิบัติงานสามารถทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายในการพลัดตกลงมามี 3 ประเภท

1.การป้องกันในสถานที่ทำงาน

– มีการจัดระบบงานเพื่อที่จำกัดการทำงานบนที่สูง

– ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการตกเพื่อลดความเสี่ยง เช่น นั่งร้าน,ตาข่าย

– ใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกส่วนบุคคลเมื่อไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการตกได้

  1. การป้องกันที่ตัวผู้ปฏิบัติงาน

– การฝึกอบรมให้กับผู้ที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติงานบนที่สูง

  1. การป้องกันโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันการตก

– ใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานให้ขอใบรับรองผลการทดสอบจากโรงงานผู้ผลิต

– ไม่สร้างระบบการป้องกันการตกด้วยตนเอง

ส่วนประกอบของระบบป้องกันการตกจากที่สูง ABCD

  1. A : จุดยึด (Anchorage) เป็นอุปกรณ์ที่มีความมั่นคง แข็งแรง สามารถรับแรงได้ 5,000 lbs เทียบเท่า 22.2 กิโลนิวตัน (kN) และยังใช้เป็นจุดยึดกับ Lifeline, Lanyard, SRL และอุปกรณ์กันตกอื่นๆ รวมทั้ง Rescue System ด้วย อุปกรณ์จุดยึด ได้แก่ H-Beam, โครงสร้างคานโลหะต่างๆ, คานคอนกรีต, คานไม้ เป็นต้น โดยมีอุปกรณ์สร้างจุดยึด เช่น Web-tie, Beam anchor และ Concrete anchor เป็นต้น ซึ่งเป็น อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับจุดยึด ได้แก่ Sling, Webbing และ Cable ซึ่งควรมีความยาวพอที่จะพันรอบจุด ยึดและมีปลายเหลือเพียงพอ
  2. B: ส่วนพยุงร่างกาย (Body Support) ชุดอุปกรณ์ที่ผู้ปฏิบัติงาน สวมใส่ มีความกระชับและสามารถกระจายแรงจากการตกจากที่ สูงได้ โดยตัวผู้ปฏิบัติงานไม่หลุดออกจากชุดอุปกรณ์ ได้แก่ เข็มขัด นิรภัยชนิดเต็มตัว (Full body harness)
  3. C: อุปกรณ์เชื่อมต่อ (Connection) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ ระหว่างจุดยึด (Anchorage) และส่วนพยุงร่างกาย (Body Support) ได้แก่ Snap hook, Big hook, Carabiners, Lanyard, Shock absorber
  4. D: อุปกรณ์กู้ภัย (Descent/Rescue) อุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือ และกู้ภัยผู้ปฏิบัติงานหากมีการตกจากการทำงาน ได้แก่ Rollgliss, Rescumatic, Life-line system, Pulley และ Tripod

นอกจากนี้ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับที่สูงก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย คือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2551 โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น

ข้อ ๘ ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานก่อสร้างบนพื้นต่างระดับที่มีความสูงตั้งแต่ ๑.๕๐ เมตรขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีบันไดหรือทางลาดพร้อมทั้งติดตั้งราวกั้นหรือรั้วกันตกที่มั่นคงแข็งแรงเพื่อให้ เกิดความปลอดภัย

ข้อ ๓๐ การเจาะหรือขุดรู หลุม บ่อ คู และงานอื่นในลักษณะเดียวกัน ให้นายจ้างจัดให้มี ราวกั้นหรือรั้วกันตก แสงสว่าง และป้ายเตือนอันตราย ตามลักษณะของงานก่อสร้างเพื่อให้เกิดความ ปลอดภัยไว้ตลอดเวลาทำงาน และในเวลากลางคืนต้องจัดให้มีสัญญาณไฟสีส้มหรือป้ายสีสะท้อนแสง เตือนอันตรายให้เห็นได้ชัดเจน

ข้อ ๙๐ ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำ งานบนที่ลาดชันที่ทำ มุมเกินสามสิบองศาจากแนวราบและสูงตั้งแต่ ๒ เมตร ขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีนั่งร้านที่เหมาะสมกับสภาพของงานสายหรือเชือกช่วยชีวิต และเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ หรือเครื่องป้องกันอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน ให้ลูกจ้างใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยที่มา

ในการทำงานบนที่สูงทุกครั้ง  ต้องออกแบบพื้นที่ทำงานให้เกิดความปลอดภัยอย่างสูงสุด ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้และทักษะ  และใช้อุปกรณ์ป้องกันการตกให้ถูกต้องเหมาะสมด้วยนะครับ

 

ที่มา

http://www.thai-safetywiki.com/fall-protection

http://www.pangolin.co.th อุปกรณ์กันตกจากที่สูง 

http://www.oshthai.org

 

รู้จัก Safety Data Sheet(SDS) กันหน่อย

ในบทความก่อนหน้านี้ ได้อธิบาย เรื่อง ค่ามาตรฐานและความเป็นพิษ (Standard and Toxicity) เช่น TEL, LD50, LC50ไปแล้วนั้น จากการสอบถามพนักงานหลายๆคน ยังพบว่าไม่ค่อยได้อ่าน หรือไม่เข้าใจ MSDS สักเท่าไร ครั้งนี้เลยขอกลับมาทบทวนเรื่องนี้อีกสักครั้งครับ

Material Safety Data Sheet(MSDS) หรือ Safety Data Sheet (SDS) เอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี เป็นเอกสารที่แสดงข้อมูลเฉพาะของสารเคมีแต่ละตัวเกี่ยวกับลักษณะความเป็นอันตรายของสารเคมี องค์ประกอบของสารเคมี พิษ วิธีใช้ การเก็บ การกำจัดและการจัดการอื่นๆ  ซึ่งจะต้องมีประจำไว้ในพื้นที่ใช้งาน  มีไว้ในห้องปฏิบัติการทุกห้องเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้สารเคมีในห้องปฏิบัติการ นอกจากมีเก็บไว้แล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการศึกษาทำความรู้จัก หรือทำความเข้าลักษณะของสารเคมีนั้นที่เราต้องใช้งานเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีที่มีความอันตรายสูง  ผู้ปฏิบัติงานยิ่งต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างดีครับ

สำหรับในข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีนั้น จะมีข้อมูลแสดงตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

ข้อมูลที่อยู่ใน MSDS หรือ SDS ของสารเคมี

  1. การชี้บ่งเคมีภัณฑ์ (Chemical Identification) จะระบุชื่อ ชื่อเคมี สูตรโมเลกุลต่างๆ 2. ชื่อผู้ผลิต/จำหน่าย (Manufacturer and Distributor)
  2. การใช้ประโยชน์ (Uses)
  3. ค่ามาตรฐานและความเป็นพิษ (Standard and Toxicity) เช่น LD50, LC50, IDLH, PEL, TEL ค่าต่างๆเหล่านี้สำคัญมากครับ  ผมเคยอธิบายไว้ในบทความก่อนครับ
  4. คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี (Physical and Chemical Properties) เช่น สี กลิ่น  สถานะปกติ  จุดเดือด  ความถ่วงจำเพาะ
  5. อันตรายต่อสุขภาพอนามัย (Health Effect)
  6. ความคงตัวและการเกิดปฏิกิริยา (Stability and Reaction) เช่น ความคงตัวทางเคมี สารเคมีอันตรายที่เกิดจากการสลายตัว สารที่เข้ากันไม่ได้
  7. การเกิดอัคคีภัยและการระเบิด (Fire and Explosion) จะมีการระบุ NFPA Code ค่า LEL  UEL  สารดับไฟ  อันตรายจากการระเบิดและเพลิงไหม้ผิดปกติ
  8. การเก็บรักษา/สถานที่เก็บ/เคลื่อนย้าย/ขนส่ง (Storage and Handling)
  9. การกำจัดกรณีรั่วไหล (Leak and Spill) วิธีการปฏิบัติในกรณีเกิดการหกรั่วไหล การพิจารณาการกำจัด
  10. อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPD/PPE) ข้อแนะนำการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล(PPD/PPE)
  11. การปฐมพยาบาล (First Aid)
  12. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impacts)
  13. การเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ (Sampling and Analytical)
  14. การปฏิบัติกรณีฉุกเฉิน (Emergency Response)
  15. เอกสารอ้างอิง (Reference)

อ้างอิงตาม ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ กองจัดการสารอันตรายและกากของเสีย  กรมควบคุมมลพิษ

สำหรับสารเคมีที่นำเข้า หรือที่มี SDS เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะมีข้อมูลแตกต่างกันไปบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ก็ใกล้เคียงกัน

แต่เราต้องนำ SDS ที่เป็นภาษาอังกฤษมาแปลให้เป็นภาษาไทย เพื่อสะดวกในการใช้งาน พร้อมกับสื่อสาร หรือสอนให้ผู้ทำงานเข้าใจด้วยนะครับ

เพื่อความปลอดภัย

ตัวอย่าง SDS ของสารเคมีครับ

 

NH3

LPG

การคาดเข็มขัดนิรภัย มีความสำคัญแค่ไหน

การคาดเข็มขัดนิรภัย กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงนี้ครับ มีการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ดูได้จากข่าวทุกช่อง มีการนำเสนอเรื่องนี้  อาทิเช่น

5 เมษายน จับไม่คาดเข็มขัด ปรับ 5,000  เล็งผู้โดยสารรถตู้-รถโดยสาร หากเตือนยังดื้อดึง-โดนหนักไก่อูแจงปีรถที่บังคับให้ติดตั้ง “นายกฯตู่” คาดเบลท์ถ่ายเซลฟี่โชว์สื่อ แจงจำเป็นงัด ม.44 คุมเข้มเข้มจราจร หวังลดอุบัติเหตุสงกรานต์    http://www.thairath.co.th/content/895241

ย้ำอีกรอบ 5 เม.ย.60 คนขับ-คนนั่ง ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืนจับปรับรถโดยสารสาธารณะปรับ 1,000 บาท ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลปรับ 500 บาท : http://www.thairath.co.th/content/895066

หากเรามองถึงเรื่องความปลอดภัยแน่นอนว่า  เข็มขัดนิรภัย” คืออุปกรณ์นิรภัยติดรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดความรุนแรงให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์จากอันตรายในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ  จากผลการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิผลของการใช้เข็มขัดนิรภัยในประเทศไทย พบว่าสามารถช่วยลดจํานวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ถึง ร้อยละ34 และ ผู้ที่ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยนั้นมีอัตราความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มากกว่าผู้ที่ใช้เข็มขัดนิรภัยถึง 1.52 เท่า

สำหรับ แบบของเข็มขัดนิรภัย มีด้วยกัน 2 แบบคือ

  1.   แบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ คาดรอบสะโพก บริเวณต้นขาและผ่านเฉียงทางหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า สำหรับผู้ขับรถและที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับรถที่อยู่ด้านริมสุด
  2.   แบบรัดหน้าตัก ใช้คาดบริเวณต้นขา รอบสะโพก สำหรับผู้ที่นั่งตอนกลางระหว่างผู้ขับรถและผู้ที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับรถ ไม่ควรรัดบริเวณหน้าท้อง

วิธีการคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง

– การคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง จะต้องให้ส่วนของเข็มขัดนิรภัยส่วนล่างทาบไปกับกระดูกเชิงกราน เพราะกระดูกเชิงกรานสามารถรับแรงกระแทกได้ถึง 1 ตัน และควรคาดให้ต่ำกว่าเข็มขัดธรรมดา ประมาณ 5-10 เซนติเมตร ส่วนบนพาดทแยงผ่านกระดูกไหปลาร้าไปยังด้านตรงข้าม ระวังอย่าให้สายเข็มขัดนิรภัยพาดชิดลำคอ

– สำหรับหญิงมีครรภ์ ควรคาดให้ส่วนที่ยืดพาดตัก พาดผ่านขาทั้งสองข้างและต่ำกว่าครรภ์ของผู้คาด โดยให้อยู่ห่างจากสะโพกให้มากที่สุด ส่วนยืดไหล่ให้พาดผ่านระหว่างกึ่งกลางของลิ้นปี่ และควรจัดวางตำแหน่งของเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเด็กในครรภ์

  – สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 11 ปี ควรนั่งด้านหลัง ถ้าเป็นทารกควรใส่ตะกร้าหรือเก้าอี้สำหรับเด็กและจะต้องรัดติดกับเบาะหลังให้แน่นด้วยเข็มขัดนิรภัย ไม่ควรอุ้มเด็กไว้กับอกขณะเดินทาง เพราะเมื่อเกิดการเบรกอย่างกะทันหันเด็กอาจจะหลุดมือไปกระแทกกับเบาะข้างหน้าหรือหน้าปัดได้ อาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่มา http://www.carmotorshow.com

 

ถ้ายังมองไม่เห็นว่าเข็มขัดนิรภัยมีความสำคัญแค่ไหน ลองดูในคลิปด้านล่างนี้ครับ ซึ่งได้รับจากการส่งต่อมาทาง lineโดยระบุว่ามาจากบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ได้ทำการทดสอบกรณีที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยว่าเกิดอะไรขึ้นครับ

จากคลิปจะเห็นได้ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากความเร็วของรถจะทำให้ผู้โดยสารถูกแรงเหวี่ยงมหาศาล เหวี่ยงออกไปนอกตัวรถ ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง และมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากครับ

เห็นมั้ยครับว่านอกจากเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว การคาดเข็มขัดนิรภัยนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการขับขี่รถยนต์ รวมถึงต้องคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกวิธีจะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างมาก  เราควรปฏิบัติให้ติดเป็นนิสัย ทำเป็นประจำทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อปลอดภัยในชีวิตของทุกคนครับ

 

 

ค่าความเป็นพิษ Toxicity ที่ระบุใน MSDS คืออะไร

ในการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยนั้น เราต้องศึกษาข้อมูลความปลอดภัยของสารนั้นจาก  MSDS  ซึ่งในเอกสารข้อมูลความปลอดภัยจะมีการระบุค่ามาตรฐานและความเป็นพิษ (Standard and Toxicity) ของสารนั้นไว้ด้วย โดยจะระบุเป็นตัวย่อหลายๆค่า ในบทความนี้จึงนำข้อมูลความเป็นพิษของสารที่ระบุใน MSDS มาแบ่งปันครับ ว่ามีอะไรบ้าง 

ตัวอย่างข้อมูลใน MSDS

 

ค่า TLV (Threshold Limit Value)  เป็นค่าความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศ ซึ่งคนปกติที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม และไม่ป่วยเป็นโรคใด ๆ จะสามารถรับเข้าสู่ร่างกายได้โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ  

ค่านี้กำหนดขึ้นโดย The American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH)

สามารถแบ่งออกเป็น 3 ค่า ได้แก่

TLV – TWA (Threshold Limit Value – Time-Weight Average) เป็น ค่าความเข้มข้นสารเคมีเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในบรรยากาศการทำงาน ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ทุกคนสามารถรับสัมผัสซ้ำ ๆ ได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพแบบเรื้อรัง

TLV – STEL (Threshold Limit Value – Short-term Exposure Limit)  ค่าความเข้มข้นสารเคมีสูงสุดในระยะเวลาสั้น ๆ (15 นาที) ในบรรยากาศการทำงานที่คนงานทุกคนสามารถรับสัมผัสได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ  โดยในหนึ่งวันพนักงานสามารถรับสัมผัสสารเคมีในความเข้มข้นที่ระดับ STEL ได้ไม่เกิน 4 ครั้ง และแต่ละครั้งควรเว้นระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงถึงแม้ว่าปริมาณที่ได้รับรวมทั้งหมดจะไม่เกินค่า TLV – TWA ก็ตาม การกำหนดค่า STEL นี้มุ่งหมายเพื่อลดอันตรายจากสารที่มีพิษเฉียบพลัน หรือมีแนวโน้มว่าคนงานจะต้องสัมผัสเป็นช่วงสั้นๆ แต่ความเข้มข้นสูงในเวลาทำงาน ค่า STEL กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันผล 4 อย่างคือ (1) การระคายเคือง (2) การทำลายเนื้อเยื่อแบบถาวร (3) อาการพิษเฉียบพลัน และ (4) อาการง่วงซึมซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือประสิทธิภาพการทำงานลดลง

TLV – C (Threshold Limit Value – Ceiling) เป็นค่าความเข้มข้นสารเคมีสูงสุดในบรรยากาศการทำงานที่ซึ่งคนงานต้องไม่สัมผัสสารเคมีสูงเกินระดับนี้เลยตลอดช่วงเวลาทำงาน

 

นอกจากนี้ก็มีอีกค่าหนึ่งที่มักมีมักระบุ คือ  PEL (Permissible Exposure Limit) หมายถึงปริมาณของสารเคมีที่ผู้ปฏิบัติงานจะสัมผัสกับสารเคมีได้อย่างปลอดภัย ซึ่งก็แยกได้เป็น 3 ค่า คือ PEL-TWA, PEL-STEL, PEL-C  ซึ่งมักมีค่าใกล้เคียงกับค่า TLV

LD50 (Lethal Dose)  เป็นค่าบอกความเป็นพิษเฉียบพลันของสารเคมี หมายถึงปริมาณของสารเคมีซึ่งเมื่อสัตว์ที่ใช้ในการทดลองได้รับเข้าสู่ร่างกายเพียงครั้งเดียวโดยทางการกิน การฉีด หรือ การสัมผัสทางผิวหนัง แล้วทำให้สัตว์เสียชีวิตไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ทำการทดลอง ค่า LD50 จะมีหน่วยเป็นมิลลิกรัม หรือ กรัมของสารเคมีต่อน้ำหนักของสัตว์ทดลองเป็นกิโลกรัม

LC50 (Lethal Concentration) เป็นค่าบอกความเป็นพิษของก๊าซหรือไอของสารเคมีที่ระเหยได้ง่าย เป็นค่าความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศที่ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ทำการทดลอง มีหน่วยเป็น ส่วนต่อล้าน ส่วน (ppm) หรือมิลลิกรัมต่อลิตร (mg/l) หรือมิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (mg/cu.m) ของบรรยากาศปรกติในการทำงาน

IDLH (Immediately Dangerous to Life and Health) หรือเรียกว่า ค่าความเข้มข้น สารเคมีในบรรยากาศที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพแบบเฉียบพลัน หากไม่สามารถหนีออกจากบริเวณนั้นได้ทัน ภายในระยะเวลา 30 นาที

สารเคมีทุกชนิดจะมีความเป็นพิษไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเพียงพอ และการตอบสนองต่อความเป็นพิษของร่างกายแต่ละคนก็แตกต่างกันไป และเป็นลักษณะเฉพาะต่อบุคคลที่ได้รับสารเคมีนั้น ดังนั้นในการการใช้สารเคมีทุกชนิด ก็คงต้องศึกษาค่าความเป็นพิษของสารนั้นด้วย  ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักสารชนิดนั้นมากขึ้น รวมถึงระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ดีข้อมูลใน MSDS ยังมีข้อมูลอื่นๆ อีกมากที่ควรศึกษากันเพิ่มเติมนะครับ  ไว้มาอธิบายในบทความหน้าอีกทีนะครับ

 

 

ที่มา

https://uedu.wikispaces.com

ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ กรมควบคุมมลพิษ

http://www.pcd.go.th

9 อุปกรณ์ฉุกเฉินที่ควรมีติดรถไว้อุ่นใจดี

ช่วงนี้เห็นข่าวอุบัติเหตุทางท้องถนนทุกวัน รวมถึงมีประเด็นที่ถกกันเรื่องอุปกรณ์ฉุกเฉินในรถด้วย ผมก็เลยรวบรวม อุปกรณ์ฉุกเฉินที่ควรมีติดรถยนต์ไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมันอาจจะสามารถช่วยผ่อนเหตุหนักให้เบาได้บ้างครับ

1. กล้องวิดีโอติดรถ อันนี้คงไม่ใช่อุปกรณ์ฉุกเฉินละครับ ผมว่ามันจำเป็นแล้ว กล้องวิดีโอติดรถนั้นจะช่วยเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นพยานชั้นดีในการที่จะพิสูจน์ถูกผิด ในบางครั้งที่เรานำรถไปจอดแล้วเกิดการเฉี่ยวชน ถ้าคู่กรณีหนี เราก็จะสามารถตามหาคู่กรณีได้ง่าย ทั้งนี้ยังนำไปอ้างเป็นหลักฐานกับทางประกันภัยได้อีกด้วยว่าเราไม่ได้เป็นผู้กระทำเอง หากมีการเคลมประกันเกิดขึ้น

2. สายพ่วงแบตเตอรี่    คนมีรถคงไม่มีใครไม่เคยเคยรถสตาร์ทไม่ติดนะครับ  บางครั้งก็ไม่ได้มีสัญญาณเตือนอะไรเลยว่าแบตเริ่มเสื่อม อยู่ ๆ ก็สตาร์ทไม่ติดซะงั้น  ถ้าเป็นช่วงกลางคืน เปลี่ยนแบตนอกสถานที่ก็คิดราคาเพิ่ม  พกสายพ่วงแบตไว้เผื่อขอจั๊มพ์แบตรถที่ผ่านไปมา ส่วนใหญ่เขาน่าจะยินดีอยู่นะครับ

3. ยางอะไหล่ + แม่แรงฉุกเฉิน หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น มีไว้ก็หนักเลยเอาออก แต่ถ้าเกิดวันไหนยางแบนขึ้นมาจะรู้ซึ้งถึงความสำคัญของมันขึ้นมาทันที แต่ถ้าคนไหนไม่เคยทำก็ถอดยากเอาการอยู่นะครับ

4. สายลากรถ  อันนี้ก็สำคัญนะครับ เผื่อจำเป็นต้องลากจูง

5. ไฟฉาย เป็นอีกสิ่งที่หลายคนมองข้าม  ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ส่องดูในรถใต้ท้องรถห้องเครื่อง หรือให้สัญญาณต่างๆครับ

6. ป้ายสัญญาณเตือนแบบสะท้อนแสง หรือ ไฟฉายกระพริบ ควรมีไว้อย่างยิ่ง ยามเกิดเหตุรถเสีย นำไปวางก่อนถึงรถสัก 50 เมตร ช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแก่รถที่จอดเสีย ปลอดภัยทั้งเราและรถที่ร่วมทางครับ

7. ที่ทุบกระจกและตัดเข็ดขัดนิรภัย  ที่ทุบกระจกซึ่งมักจะมาพร้อมที่ตัดเข็มขัดนิรภัยในตัวสามารถหาซื้อได้ทั่วไปและจะมีประโยชน์มากในยามที่เราอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น รถตกน้ำ หรือ รถเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถปลดเข็ดขัดออกจากได้

8. ถังดับเพลิง  อันนี้สำคัญนะครับ โดยเฉพาะรถติดแก๊สก็ต้องมีถังดับเพลิงติดไว้ประจำรถครับ

9. ที่ชาร์จไฟสำรองอุปกรณ์ต่างๆ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีแบตสำรองก็ตาม ที่ชาร์จไฟสำรองก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นติดต้องติดรถไว้เผื่อกรณีที่เราลืมพกแบตสำรอง หรือเกิดหมดทั้งคู่  ก็จะได้ไม่ต้องกังวลในเรื่องการติดต่อสื่อสาร

 

จริงๆแล้วแต่ละท่านอาจมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถไว้มากกว่าที่ระบุไว้ด้านบน อาทิเช่น ที่เติมลมยาง ยารักษาโรค น้ำดื่ม ชุดปฐมพยาบาล เป็นต้น ผมว่าถ้าไม่หนักเกินไป มีมากไว้ก็ดีนะครับ บางครั้งเราอาจไม่ได้ใช้เอง ก็อาจจะสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือผู้อื่นได้นะครับ แต่สำหรับอุปกรณ์บางอย่างอาจต้องอาศัยการเรียนรู้ หรือใช้ด้วย เช่น ถังดับเพลิง และค้อนทุบกระจก ถ้าใช้ไม่เป็นถึงพกไว้ก็อาจไม่เกิดประโยชน์นะครับ สามารถหาดูคลิปวิธีการใช้ได้ใน youtube ครับ เผื่อไว้ดีกว่าแก้นะครับ