PM2.5 ฝุ่นขนาดเล็กที่ต้องให้ความสำคัญ

  กำลังเป็นที่ตื่นตัวสำหรับทุกคนเลยครับ สำหรับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5  จนทำให้เมื่อวันก่อนที่ 7-11 (ใกล้ๆที่พักผม) 2 สาขา หน้ากากอนามัยหมด เพราะมีคนมาซื้อกันเยอะครับ สำหรับฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 นั้นจัดเป็นสารก่อมะเร็ง มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ เพราะสามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึกสุดได้   โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าเรื่อง PM หรือ หรือฝุ่นละอองไป ซึ่งประเทศไทยมักจะเจอปัญหานี้ช่วงหน้าหนาวก่อนเข้าหน้าร้อน  ช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน กลับไปอ่านได้ที่  ฝุ่นละออง Particulate Matter(PM) ความเสี่ยงในบรรยากาศใกล้ตัว   แนวทางที่เราจะป้องกันหรือลดความเสี่ยงฝุ่นที่จะเข้าสู่ร่างกายได้นั้น คงทำได้แค่ใช้ผ้าปิดจมูกครับ ซึ่งผ้าปิดจมูกที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถลดระดับฝุ่น PM2.5  ได้เกิน 90% นั้น ต้องใช้แบบ N95  หรือถ้าหาไม่ได้ก็ใช้แบบหน้ากากอนามัยแบบปกติแต่เพิ่ม 2 ชั้น หรือเสริมด้วยทิชชู 2 ชั้น แทนก่อนครับ    และเพื่อให้เข้าใจ PM2.5 มากขึ้น มีการ์ตูนที่อธิบายแบบง่ายๆ  ไปดูกันครับ  

Read More

Shock load อาจทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียล้มเหลว

  หลายวันก่อนมีพี่ที่รู้จักกันโทรมาปรึกษาว่าน้ำเสียบางจุดผิดปกติไป  มีค่าสูงขึ้นกว่าเดิม 200-500 ppm ทำให้ต้องลดปริมาณน้ำที่ป้อนเข้าระบบลง  ผมจึงถามว่าแล้ว loading เพิ่มเยอะมั้ย  เกินค่าที่ออกแบบไว้รึเปล่า ถ้าไม่ลดละมี shock load มั้ย ถ้าจะลดปริมาณน้ำป้อนเข้าระบบลงเยอะ จะทำให้น้ำเสียสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้สถานการณ์แย่ลงเพราะถังรับน้ำเสียจะไม่พอนะครับ  เค้าต้องกลับไปตรวจสอบและสอบถามลุกน้องอีกครั้ง ผมจึงนึกได้ว่าเรื่อง Shock load เองก็มีความสำคัญมาก เพราะส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพแบบเห็นได้ชัด ถึงขั้นทำให้ระบบบำบัดน้ำเสีย fail หรือ ล้มเหลวเลยก็ได้ Shock load อาจจะแบ่งได้ 2 แบบ คือ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำเสียที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน  จะส่งผลกระทบต่อถังตกตะกอน ทำให้ตกตะกอนไม่ทัน หรือส่งผลต่อเวลาในการบำบัด ทำให้เวลาน้อยลง จุลินทรีย์ปรับตัวไม่ทัน  บำบัดไม่หมด  ทำให้ตกตะกอนไม่ดี  หรือแบบที่สอง ปริมาณน้ำเสียคงที่แต่ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นสูงมาก ซึ่งกรณีหลังนี้ในโรงงานอุตสาหกรรมมักจะเจอบ่อยครั้ง  อาจจะเกิดจากความผิดพลาดของกระบวนการผลิต หรือเครื่องจักร หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งก็ทำให้เกิด shock load เช่นกัน  สำหรับในโรงงานอุตสาหกรรม การป้องกันปัญหา shock load

Read More

สารอาหารที่จำเป็นในระบบบำบัดน้ำเสีย

  ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ ที่ใช้จุลินทรีย์ในการบำบัดนั้น แร่ธาตุที่จุลินทรีย์ต้องการในปริมาณมาก คือ คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และเหล็กเล็กน้อย โดยสัดส่วนที่เหมาะสม คือ BOD:N:P = 100:5:1 ทำไมถึงเป็นสัดส่วนนี้ มีที่มาว่าส่วนประกอบของเซลล์มี C 50%, O 20%, H 8%, N 14%, P 3% โดยประมาณ และมี model ของ cell bacteria C5H7O2N สัดส่วนนี้ใช้ทำอะไร  ใช้ในการตรวจสอบลักษณะน้ำเสียที่ป้อนเข้าระบบว่ามีปริมาณสารอาหารเหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสมมีบางอย่างน้อยไป ก็ให้ปรับสัดส่วนใหม่ เช่น กรณีขาดไนโตรเจน ก็มักจะนิยมเติมปุ๋ยยูเรีย  หรือ การขาดฟอสฟอรัสก็เติมกรดฟอสฟอริก กรณีมากเกินไป หลายเอกสารบอกว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด  แต่เท่าที่เจอกับระบบบำบัดที่ผมดูแลพบว่ามันมีปัญหาตามมาเหมือนกัน ส่วน BOD:N:P ทางที่ปรึกษาญี่ปุ่นแนะนำผมว่าตอนเริ่มเดินระบบใหม่ ซึ่งระบบที่ผมดูแลอยู่เป็นแบบกำจัดไนโตรเจน ให้ใช้สัดส่วน 100:10:1 ขึ้นไป เพื่อให้มี N มากพอ

Read More

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม

Sharpen The Saw ลับเลื่อยให้คม เป็นอุปนิสัยของการเติมพลังชีวิตทุกวัน  โดยมีหลักการคือ การเติมพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสมดุล  อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม จะช่วยให้อุปนิสัยอื่นๆเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เรามักจะได้ยินคำผู้คนพูดว่า “ไม่มีเวลา” บ่อยๆ นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเรายังไม่ได้สร้างความสมดุลให้กับชีวิต หรือ Work life balance  โดย ดร.โควีย์ ได้บอกว่ามี 4 มิติที่เราต้องสร้างความสมดุล ต้องเติมพลังอย่างต่อเนื่อง ถ้าละเลยด้านใดด้านหนึ่งก็จะส่งผลกระทบต่ออีก 3 ด้าน ถ้าเราดูแลทุกด้านเป็นอย่างดีก็จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 4 มิติที่ว่า และแนวคิดเพื่อเติมพลัง ได้แก่      1. Body ร่างกาย – การออกกำลังกาย การนอนหลับให้เพียงพอ การตั้งเป้าหมายสุขภาพ การเลือกทานอาหาร Heart จิตใจ –การให้คุณค่าความแตกต่างในตัวบุคคล ฝึกฝนการฟังอย่างเข้าใจ ผูกมิตรให้มีเพื่อนมากขึ้น  ให้อภัย  สร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและญาติมิตร Mind ความคิด

Read More

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Synergize เป็นอุปนิสัยของความร่วมมืออย่างอย่างสรรค์ การผนึกพลังประสานความต่าง เป็นบททดสอบที่แท้จริงและเป็นการรวมเอาอุปนิสัยอื่นๆทั้งหมดไว้ด้วยกัน Synergize จะยึดหลักการของความสร้างสรรค์ ร่วมมือ ความหลากหลายและความถ่อมตน  โดยต้องมองหาสิ่งที่ดีกว่า ค้นหาทางเลือกที่3 โดยให้คุณค่าความแตกต่าง เป็นเรื่องของการสร้างทีมงาน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดผลแบบทวีคูณ แบบที่เรียกว่า 1+1 > 2 เส้นทางสู่การพนึกพลังประสาน จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายในใจให้ชัดเจน เปิดเผยปัญหาหรือประเด็นที่ต้องการแก้ไข กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกันอย่างชัดเจน เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา อุปนิสัยที่ 5 และใช้อุปนิสัยที่ 4 Win-Win ด้วย สำรวจทางเลือก โดยให้ทุกคนแสดงความเห็นโดยไม่ต้องกลัวถูกวิจารณ์หรือถูกตัดสิน อาจจะได้ความคิดใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนเต็มใจที่จะสำรวจทางใหม่ ทิ้งความคิดเดิมที่ตนเองชอบหรือเสนอทิ้งไปก่อน โดยองค์ประกอบทั้ง3 นี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของ2 สิ่ง คือ ความเต็มใจ ที่จะค้นหาทางเลือกที่ 3 ถ่อมตน ลดอัตตาตัวตนลง เปิดใจให้กว้าง การให้คุณค่าความแตกต่าง โดยมุ่งเน้นจุดแข็งของแต่ละคน Synergize

Read More

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา

ถ้าอยากจะให้คนอื่นเข้าใจเรา เราจะต้องเข้าใจเขาก่อน   อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเราSeek first to understand and then to be understood   หลักสำคัญเป็นเรื่องของการสื่อสารอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้เกียรติกัน เข้าอกเข้าใจและกล้าหาญ ดร.โควีย์ ได้ให้แนวทางในการเข้าใจคนอื่นก่อนว่า หลักการสำคัญที่สุดก็คือ การฟัง ต้องเป็นการฟังอย่างเข้าใจ  ไม่ใช่แค่ฟังอย่างตั้งใจเท่านั้นครับ แนวทางในการฝึกฟัง คือ ให้เราฟังก่อน ห้ามพูดเสนอความเห็นแต่ให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดว่าเขารู้สึกเช่นนั้นหรือเปล่า  จนกว่าเราจะเข้าใจจริงๆ ดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความจริงเรามักจะไม่ได้ฟังจริงๆ ลองนึกดูนะครับเวลาเราฟังคนอื่นพูดเรามักจะคิดตามเขา  มักจะหาข้อโต้แย้งกรณีไม่เห็นด้วย  มักจะคิดว่าเขาผิดถูก หรือใจลอยโดยไม่ได้ฟังเลย ไม่ทันไรเราก็พูดแทรกยิ่งทำงานมานานๆประสบการณ์สูง ยิ่งไม่อยากฟัง จริงไหมครับ ฟังด้วยเจตนารมณ์ที่จะเข้าใจ ในการฝึกอบรมจะให้เราฝึกครับ โดยให้ฟังคนหนึ่งพูด และให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกและคำพูด รวมถึงถามเพื่อสร้างความชัดเจน  ยกตัวอย่าง เช่น ผู้พูด : ฉันว่าหัวหน้าไม่ยุติธรรมเลย  ไม่ให้ฉันทำงานนี้ ผู้ฟังตอนสนอง : คุณคิดว่าที่หัวหน้าไม่ให้คุณทำงาน เพราะหัวหน้าไม่ยุติธรรมเหรอ? ผู้พูด: ใช่ ผู้ฟัง

Read More

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ

ตั้งแต่อุปนิสัยที่ 4-6 จึงเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดชัยชนะส่วนรวม เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน อุปนิสัยที่ 4 คือ คิดแบบชนะ-ชนะ Think win-win เป็นเรื่องของการเปลี่ยนความคิดของเราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่เราติดต่อด้วย โดยให้เราคิดแบบ ชนะ-ชนะ ซึ่งอยู่บนหลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน ความยุติธรรม และใจกว้าง ให้เปลี่ยนความคิดมาคิดว่าสิ่งต่างๆ มีมากมายพอสำหรับทุกคน แนวทางปฏิบัติคือฝึกให้เป็นคนใจกว้าง กล้าหาญที่จะแสดงความต้องการ ลดความขี้เกรงใจ ต้องฝึกคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นเท่ากับผลประโยชน์ของตน และมุ่งสร้างข้อตกลงแบบ ชนะ-ชนะ ดร.โควีย์ ได้จำแนกความสัมพันธ์ของมนุษย์ไว้ 6 ลักษณะ ได้แก่ ชนะ-แพ้ Win-Lose ฉันต้องชนะ คุณต้องแพ้ เช่น การแข่งขันกีฬา แพ้-ชนะ Lose-Win ยอมที่จะแพ้ เช่น แม่กับลูก แพ้-แพ้ Lose-Lose ถ้าฉันแพ้ คุณก็ต้องแพ้ด้วย ตาต่อตาฟันต่อฟัน แบบสงคราม ชนะเท่านั้น Win ฉันต้องชนะเท่านั้น ไม่สนคนอื่นจะเป็นอย่างไร มีตนเองเป็นศูนย์กลาง ชนะ-ชนะ Win-Win ต้องหาทางออกที่ดีให้กับทั้งคู่

Read More

อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน

หลังจากได้อธิบายอุปนิสัยที่ 1 และ 2 ใน The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งก็คือ Be Proactive กับ เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ  Begin With the End in Mind ไปแล้วนั้น ก็มาถึงอุปนิสัยที่ 3 คือ การทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน  Put First Things First  เป็นอุปนิสัยของการบริหารส่วนตน  “สิ่งสำคัญคือการทำให้สิ่งสำคัญ  สำคัญ”  Stephen Covey งงมั้ยครับ แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญ?   ก็คือสิ่งที่เราได้กำหนดไว้ในอุปนิสัยที่ 2 Begin With the End in Mind ครับ คือ กิจกรรม งานต่างๆ ที่สอดคล้องกับคำปณิธาน ของเราครับ สำหรับอุปนิสัยที่ 3

Read More

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

อุปนิสัยที่ 2 ก็คือ Begin with the end in mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ การเริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ หมายความถึง การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแบบชัดเจน ว่าสิ่งใดที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเรา ดร.โควีย์ ได้แนะนำให้เขียนคำปณิธานส่วนบุคคล โดยให้ทุ่มไปที่ลักษณะที่เราต้องการจะเป็น สิ่งที่เราต้องการจะทำ และหลักการที่จะทำให้เกิดการกระทำและดำรงไว้  คำปณิธานส่วนบุคคลถ้าวางอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะกลายเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต ที่จะเป็นกรอบในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ยังคงใช้ได้กับตัวเรา ยกตัวอย่างคำปณิธานขององค์กร ซึ่งคนที่ทำงานในบริษัทก็คงเห็นกันจนชินตา แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่มีความยอมรับนับถือและไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน เพราะไม่มีส่วนร่วม ไม่ผูกมัด แต่จริงๆแล้วมีความสำคัญมาก เพราะเป็นค่านิยมร่วมกันของทุกคนในองค์กร ถ้าพนักงานทุกคนเข้าใจยอมรับจะเกิดความทุ่มเทในการทำงานตามกรอบเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีการ ควบคุม ตำหนิ ก็ทำให้เกิดการทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน ก็ให้เกิดประสิทธิผลสูง สำหรับผมแล้วอุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ Begin with the End in Mind เป็นมากกว่าการกำหนดเป้าหมายชีวิตอย่างที่เคยทำมา เขียนบทชีวิตใหม่ครับ  ด้วยการเขียนคำปณิธานส่วนตนบนพื้นฐานหลักการประสิทธิผล กำหนดจากสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ครอบคลุมทุกมิติที่สำคัญ ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตทำงาน  เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากๆ ก็ย้อนกลับมาดูปณิธานที่เขียนไว้ว่ามันขัดกันหรือเปล่า ถ้าขัดก็ไม่เลือก ถ้าสอดคล้องก็ทำต่อครับ

Read More