ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated sludge ตอนที่ 2

Activated sludge ระบบตะกอนเร่ง หรือมักเรียกกันว่าระบบเอเอส เป็นระบบบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพ ที่นิยมใช้อย่างมาก

แล้วระบบนี้มีข้อเสียมั้ย  ก่อนไปดูข้อดีข้อเสีย เรามาทำความรู้จักระบบ Activated Sludge ให้มากขึ้นอีกหน่อย ถ้าแบ่งชนิดอาจแยกย่อยได้มากกว่า 10 แบบ พอจะยกตัวอย่างที่พอเห็นกัน เช่น

  1. Completely Mixed Activated Sludge: CMAS แบบกวนสมบูรณ์ จะมีถังเติมอากาศที่สามารถกวนให้น้ำและสลัดจ์ที่อยู่ในถังผสมเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั่วทั้งถัง จุลินทรีย์ต่างๆ ที่มีอยู่ จะมีลักษณะเดียวกันทั้งถัง เมื่อน้ำเสียเข้ามาจะถูกกระจายอย่างรวดเร็ว จึงมีข้อดีคือ สามารถรับ Shock Load ได้ดี
  2. Conventional Activated Sludge: CAS เป็นระบบแบบดั้งเดิม ถังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการเติมอากาศคงที่ตลอดถัง จุดที่เติมน้ำเสียและตะกอนหมุนเวียนจะอยู่หัวถัง ระบบนี้มีข้อเสีย คือ รองรับ Shock Load ไม่ดีเนื่องจากหัวถังจะเป็นจุดที่มีออกซิเจนละลายต่ำ
  3. Step-Feed Aeration Activated Sludge: SAAS จะคล้ายแบบ Conventional แต่จะมีการแบ่งน้ำเสียเข้าหลายๆจุด ทำให้ความต้องการออกซิเจนกระจายออกไปตามความยาวของถัง
  4. Tapered Aeration Activated Sludge: TAAS ก็คล้ายกับ Conventional แต่การเติมออกซิเจนจะแปรผันตามความต้องการใช้ คือ ช่วงต้นๆจะใช้มาก และค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ วิธีการนี้อาจใช้การติดตั้งหัวกระจายลม ในจำนวนที่ลดหลั่นไปตามความยาวของถัง ซึ่งมีข้อดีคือ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า
  5. Contact Stabilization Activated Sludge: CSAS จะแบ่งถังเติมอากาศออกเป็น 2 ถังอิสระจากกัน ได้แก่ ถังสัมผัส (Contact Tank) และถังย่อยสลาย (Stabilization Tank) โดยตะกอนจะถูกส่งมาสัมผัสกับน้ำเสียในถังสัมผัส (Contact Tank) เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย น้ำเสียที่ถูกบำบัดแล้วจะไหลไปยังถังตกตะกอนขเพื่อแยกตะกอนกับส่วนน้ำใส น้ำใสส่วนบนจะถูกระบายออกจากระบบ และตะกอนที่ก้นถังส่วนหนึ่งจะถูกสูบทิ้ง และอีกส่วนจะสูบกลับไปเข้าถังย่อยสลาย Stabilization Tank ข้อดีของระบบนี้คือ บ่อเติมอากาศมีขนาดเล็กกว่าระบบแอกติเวเต็ดสลัดจ์ทั่วไป
  6. Oxidation Ditch: OD คูวนเวียน ถังเติมอากาศจะมีลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม ทำให้น้ำไหลวนเวียนตามแนวยาวของถังเติมอากาศ การกวนใช้เครื่องกลเติมอากาศตีน้ำในแนวนอน ข้อดีของระบบนี้ คือ สามารถบำบัดไนโตรเจนได มักพบในโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่างๆ
  7. Sequencing Batch Reactor: SBR เป็นระบบประเภทเติมเข้า-ถ่ายออก (Fill-and-Draw Activated Sludge) โดยมีขั้นตอนในการบำบัดน้ำเสียแตกต่างจากระบบตะกอนเร่งแบบอื่น ๆ คือ การเติมอากาศ (Aeration) และการตกตะกอน (Sedimentation) จะดำเนินการเป็นไปตามลำดับภายในถังเดียวกัน โดย 1 รอบการทำงาน (Cycle) จะมี 5 ช่วงตามลำดับ ดังนี้ ช่วงเติมน้ำเสีย (Fill) ช่วงทำปฏิกิริยา (React) ช่วงตกตะกอน (Settle) ช่วงระบายน้ำทิ้ง (Draw) ช่วงพักระบบ (Idle) ข้อดีของระบบนี้ คือ ความยืดหยุ่นเพราะสามารถเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในแต่ละช่วงได้ เหมาะกับน้ำเสียที่มีปริมาณไม่มาก

 

ถ้าถามว่าระบบ Activated Sludge มีข้อเสียมั้ย คงต้องตอบว่าทุกระบบมีข้อดีข้อเสียครับ ขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าเหมาะสมหรือเปล่า ซึ่งคำว่าเหมาะสมนั้นต้องพิจารณาหลายเรื่องเช่นกัน ทั้งค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง พื้นที่ที่ใช้ ปริมาณน้ำเสีย คุณภาพน้ำเสีย รวมถึงผู้ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลควบคุมระบบบำบัดด้วย ดังนั้นจึงมีปัจจัยหลายด้านที่ใช้ในการออกแบบระบบ ซึ่งผู้ออกแบบทุกคนก็อยากออกให้ระบบบำบัดน้ำเสียมีประสิทธิภาพสูงสุดเช่นกัน

สำหรับระบบ Activated Sludge มีค่าก่อสร้างและค่าเดินระบบสูงครับ และต้องใช้บุคคลที่มีความรู้มาควบคุมระบบ เพราะมีปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น การเกิดปัญหาตะกอนไม่จมตัวซึ่งแก้ไขยาก และปัญหาตะกอนลอย จากปฏิกิริยา Denitrification ที่ถังตกตะกอนซึ่งพบได้บ่อย ถ้าหากน้ำเสียมีปริมานไนโตรเจนค่อนข้างสูง สำหรับการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น หากผู้ที่ดูแลระบบมีความรู้ไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้การเฝ้าระวังค่าควบคุมต่างๆถูกละเลย หรือหละหลวม รวมถึงการแก้ไขปัญหาก็เช่นกัน อาจไม่ทันท่วงทีและอาจทำให้ระบบบำบัดล้มเหลวได้

หากเรามีโอกาสออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ก็ควรพิจารณาหลักเกณฑ์ต่างๆให้รอบด้าน หากว่าเราได้ควบคุมระบบที่มีอยู่แล้ว ก็พยายามทำตามคู่มือ หรือ การออกแบบที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้ แล้วก็พยายามหาทางปรับปรุง เพิ่มเติมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องวัดต่างๆ เพื่อให้เราทำงานได้ดีขึ้นครับ

 

ที่มา :    

http://www.pcd.go.th/info_serv/water_wt.html#s10

http://www.sri.cmu.ac.th/~srilocal/water/mainpage.htm

การควบคุมระบบแอ็คติเวตเต็ดสลัดจ์ โดย ดร.มั่นสิน ตัณฑุลเวศม์

ปัญหาตะกอนลอย ในระบบบำบัดน้ำเสีย Activated Sludge

ตะกอนลอย (Rising Sludge) มีลักษณะคือตะกอนที่จมลงไปในถังตกตะกอนแล้วแต่กลับลอยขึ้นมาใหม่ การบำบัดน้ำเสียที่มีไนโตรเจนสูงมักจะก่อปัญหาตะกอนลอย(Rising) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเกิดจากสภาวะดิไนตริฟิเคชั่น (De-nitrification) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไนไตรตที่ก้นถังตกตะกอนซึ่งจะเป็นโซนที่ไร้ออกซิเจน ให้กลายเป็นก๊าซไนโตรเจน โดยก๊าซไนโตรเจนจะสะสมตัวอยู่ใต้ชั้นของตะกอนจุลินทรีย์ เมื่อสะสมจนมากพอที่จะดันให้ตะกอนจุลินทรีย์เหล่านั้นลอยขึ้นมาเป็นก้อนใหญ่ ๆ เมื่อลอยขึ้นมาจนถึงผิวน้ำแล้วจะแตกกระจายออกเป็นแผ่นมองเห็นฟองก๊าซเล็กๆ ลอยขึ้นมากับตะกอน หรือเกิดฟองก๊าซผุดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ผลกระทบคือจะทำให้ตะกอนหลุดไปกับน้ำล้นมาก ถ้าไม่มีระบบตกตะกอนซ้ำอีกครั้ง จะทำให้คุณภาพน้ำเกิดค่ามาตรฐานตามกฎหมายได้

การแก้ปัญหาตะกอนลอย ได้แก่ การเพิ่มอัตราการสูบตะกอนกลับจากถังตกตะกอนเพื่อลดระยะเวลาเก็บกักตะกอนในถังตกตะกอน หรือลดอายุสลัดจ์ (Sludge Age) โดยการเพิ่มอัตราการระบายตะกอนส่วนเกิน (Excess Sludge) ทิ้ง ถ้าระบบบำบัดน้ำเสียที่มีการเติมไนโตรเจนก็ต้องลดปริมาณการเติมลง หรือเพิ่มปริมาณ DO ในถังเติมอากาศให้มีออกซิเจนเหลือมากขึ้น หรือทำการตรวจสอบใบกวาดตะกอนซึ่งอาจจะชำรุดได้ และวิธีที่ดีที่สุดก็คือกำจัดในโตรเจนในน้ำเสียออกให้เหลือแค่เพียงพอสำหรับจุลินทรีย์เท่านั้น แต่ถ้าทำไม่ได้ หรือน้ำเสียมีแหล่งในโตรเจนสูงมาก อาจจะจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบบำบัดน้ำเสียเป็นชนิดอื่น หรือการปรับเปลี่ยนระบบ Activated sludge ให้สามารถบำบัดสารประกอบไนโตรเจนในน้ำเสียได้ด้วย โดยอาศัยปฏิกิริยาไนตริฟิเคชั่นและดีไนตริฟิเคชั่น(Nitrification-De nitrification)

นอกจากปัญหาตะกอนลอย(Rising Sludge) และตะกอนอืด(Bulking Sludge) แล้วยังมีปัญหาที่อาจเกิดในถังตกตะกอนอีกได้แก่

  • ตะกอนหัวเข็ม ตะกอนจะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ลอยอยู่ด้านบนชั้นตะกอน จะทำให้น้ำทิ้งมีความขุ่น มักจะพบกรณีที่ F/M ต่ำๆ
  • ตะกอนกระจาย อาจเกิดจากการที่มี F/M ratio สูงมาก ทำให้จุลินทรีย์ไม่รวมตัวกันเป็นฟล็อค ทำให้น้ำขุ่นและมี BOD สูง
  • ตะกอนไม่รวมตัวเป็นฟล็อค อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น DO ต่ำ มี shock load  มีสารพิษเข้ามาในระบบ เป็นต้น

 

ในการควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียแต่ละแห่งก็จะเจอปัญหาของระบบแตกต่างกันไป การแก้ไขปัญหานั้นคงต้องพิจารณากันตามสาเหตุครับ แต่ละปัญหาก็แก้ยาก-ง่ายต่างกัน แต่ถ้าเกิดแล้วพนักงานหรือผู้ควบคุมระบบบำบัดก็คงต้องทำงานกันหนักทีเดียว อาจถึงขั้นเครียดปวดหัวเลย(เจอมาแล้ว) โดยเฉพาะระบบบำบัดแบบชีวภาพ เกิดปัญหาแล้วใช้เวลาในการแก้ไขค่อนข้างนาน ทางที่ดีก็ต้องหาทางป้องกัน หรือวิธีการตรวจติดตามระบบอย่างใกล้ชิดครับ

สำหรับการตรวจสอบเรื่องการตกตะกอนเพื่อให้พบปัญหาก่อนที่จะเกิด หรือพบอาการก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรงนั้นก็ดีกว่าการแก้ไขจริงมั้ยครับ นอกจากการไปสังเกตที่ถังตกตะกอนเป็นประจำนั้น ก็มีวิธีง่ายๆ ที่นิยมทำกันก็คือการทดสอบการตกตะกอน SV30 และ SVI ครับ ไว้มาเขียนในบทความหน้านะครับ

ปัญหาตะกอนไม่จม ในระบบบำบัดน้ำเสีย Activated Sludge

         

ปัญหาในการเดินระบบบำบัดน้ำเสียแต่ละประเภท ก็คงมีปัญหาแตกต่างกันไปสำหรับระบบบำบัดน้ำเสียแบบ  Activated Sludge ก็มีปัญหาหลายอย่างครับ

โดยปัญหาต่างๆ อาจ มีได้ดังนี้ 

  • ตะกอนไม่จมตัว(Bulking)  
  • ตะกอนลอยปิดผิวน้ำ  
  • น้ำขุ่นที่ถังตกตะกอน 
  • ประสิทธิภาพของระบบต่ำ
  • เกิดฟองในถังเติมอากาศ
  • pH ต่ำในถังเติมอากาศ
  • อื่นๆ

         สำหรับบทความนี้ จะอธิบายถึงปัญหาตะกอนไม่จม หรือ bulking ก่อนครับ  ปัญหาตะกอนไม่จม ตะกอนอืด หรือจะเรียกว่า bulking เป็นปัญหารุนแรงที่มาคู่กับระบบ Activated sludge ครับ ในการทำงานระบบบำบัดน้ำเสียช่วง 1-2ปีแรก ผมเจอปัญหานี้บ่อยมาก ปีหนึ่งเกิด 4-5 ครั้ง เรียกว่าเกิดตะกอนอืดกันเดือนเว้นเดือนกันเลยทีเดียว ลักษณะอาการของ Bulking คือการตกตะกอนช้ามาก ระดับการตกตะกอนในกระบอกตวง SV30 มากกว่า 500 ml หรือ SVI มากกว่า 200 ขึ้นไป  สำหรับสาเหตุการเกิดปัญหาและการแก้ไขปัญหาให้ได้ 100% นั้นไม่มีวิธีการที่แน่นอน แต่ก็มีแนวทางในการป้องกัน เช่น การควบคุม pH, DO ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม  รักษาธาตุอาหารให้พอดี  อย่าให้เกิด shock load ประมาณนี้ แต่ถึงแม้เราจะพยายามควบคุมกระบวนการให้ดี แต่โรคตะกอนไม่จม หรือ Sludge Bulking ก็อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี โดยเฉพาะระบบบำบัดที่มีน้ำเสียประเภทแป้ง หรือน้ำตาลสูง ซึ่งทำให้แบคทีเรียเส้นใย หรือ Filamentous เจริญเติบโตได้ดี

         ในกรณีที่เกิดตะกอนไม่จมแล้ว การแก้ไขอาจทำได้หลายวิธี ซึ่งก็อาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ได้ วิธีการต่างๆ เช่น

  • ปิด Aerator เป็นระยะสั้นๆ เพื่อทำลายแบคทีเรียเส้นใย
  • เติมคลอรีนที่ท่อตะกอนหมุนเวียน 10-20 มก/ล ต่อเนื่องหลายๆวัน เพื่อให้แบคทีเรียเส้นใย ถูกทำลายและขาดเป็นท่อนเล็กลง ทำให้การตกตะกอนดีขึ้น
  • ใช้สารเคมีช่วยตกตะกอน เช่น Ferric Chloride, Alum, Polymer

สำหรับผม ทางผู้ออกแบบระบบก็ได้ให้แนวทางในการตรวจสอบไว้และให้หาทางแก้ตามสาเหตุที่คาดว่าจะทำให้เกิดปัญหาดังนี้ครับ

  1. คุณลักษณะน้ำเสีย
    • ตรวจหาสารพิษโลหะหนัก ว่ามีเข้ามาในระบบหรือไม่
    • วิเคราะห์ Organic acid มีอะไรต่างไปจากเดิมหรือไม่
    • ตรวจสอบสมดุล N, P
  2. การควบคุมน้ำเข้า
    • ตรวจสอบ H2S ว่ามีเข้ามาในระบบหรือไม่
    • ตรวจสอบ F/M ratio
    • BOD loading แกว่งมากเกินไปหรือไม่
  3. ค่าควบคุมระบบ สามารถควบคุมได้ปกติหรือไม่
    • DO
    • pH
    • SRT retention time
    • Temperature

ท้ายนี้ผมเคยค้นหาข้อมูลการแก้ปัญหา Sludge bulking และพบเอกสารของ ผศ.พนาลี ชีวกิดาการ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)  ซึ่งท่านเขียนได้ครบถ้วนดีมากเลยทีเดียว เลยขอถือโอกาสแชร์ให้ทุกคนนะครับ มี 2 ฉบับ ลองเอาไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ

Activated Sludge วิธีการแก้ปัญหาตะกอนเบา ไม่จมตัว

Activated Sludge กับปัญหาแบคทีเรียเส้นใย

 

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated sludge

Activated sludge ระบบตะกอนเร่ง หรือมักเรียกกันว่าระบบเอเอส เป็นระบบบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพ ที่นิยมใช้อย่างมากในประเทศไทย โดยหลักการของระบบนี้จะอาศัยจุลินทรีย์แขวนลอย สำหรับย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย เป็นวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ

                ปฏิกิริยาชีวเคมีข้างล่างเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในขณะที่ตัวจุลชีพได้ทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย

สารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำเสียจะถูกใช้เป็นอาหาร เกิดการเจริญเติบโตขยายพันธุ์ของแบคทีเรีย  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลอยขึ้นไปในอากาศ ส่วนน้ำจะผสมออกไปกับน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว พลังงานก็จะถูกจุลินทรีย์ใช้ในการดำเนินชีวิต

Activated Sludge จะมีส่วนประกอบของระบบสำคัญ 4 ส่วน ดังรูปด้านล่าง  คือ ถังเติมอากาศ  ถังตกตะกอน  ระบบตะกอนหมุนเวียน และระบบระบายตะกอนทิ้ง

 

น้ำเสียจะถูกส่งมาเข้าที่ถังเติมอากาศ มีการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เช่น ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ , พีเอช , อุณหภูมิ เป็นต้น แบคทีเรียจะทำการลดค่าปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสียด้วยการย่อยสลายให้อยู่ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ น้ำเสียที่ถูกบำบัดแล้วจะไหลต่อไปยังถังตกตะกอนเพื่อแยกตะกอนจุลชีพออกจากน้ำใส  ตะกอนที่แยกตัวอยู่ที่ก้นถังตกตะกอนส่วนหนึ่งจะถูกสูบกลับไปยังถังเติมอากาศเพื่อลดสารอินทรีย์ที่เข้ามาใหม่ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นตะกอนส่วนเกินที่จะต้องน้ำไปทิ้ง  สำหรับน้ำใสส่วนบนจะเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วการนำตะกอนส่วนเกิน (excess sludge)ไปทิ้ง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาปริมาณจุลชีพในระบบให้มีค่าพอเหมาะ  โดยทั่วไป Activated Sludge ประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่า 90% จากประสบการณ์ Activated Sludge สามารถมีประสิทธิภาพได้มากกว่า 98%  ซึ่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะสามารถทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

7 ปัจจัยหลักที่มีต่อการทำงานของ Activated sludge

1. ความเข้มข้นของสารอินทรีย์ในน้ำเสีย

          ระบบมีอัตราส่วนของอาหารต่อจุลชีพสูงขึ้น (F/M Ratio สูง) จะทำให้จุลชีพเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนมีลักษณะเติบโตกระจายอยู่ทั่วไปไม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่ดี เป็นผลให้ตกตะกอนได้ไม่ดี น้ำออกขุ่นและมีปริมาณสารอินทรีย์เหลืออยู่สูง ในทางตรงกันข้าม ถ้าความเข้มข้นของสารอินทรีย์เข้าระบบน้อย จะทำให้มีอัตราส่วนของอาหารต่อจุลชีพต่ำลง (F/M Ratio ต่ำ) ทำให้จุลชีพเจริญเติบโตลดลง ตะกอนจุลชีพจะตกตะกอนได้เร็วแต่ไม่สามารถจับตะกอนเล็กๆตกลงมาได้หมด ทำให้น้ำที่ออกจากถังตกตะกอนขุ่น สำหรับ F/M ratio เป็นค่าควบคุมที่สำคัญมากตัวหนึ่ง ซึ่งผมพบว่าการแกว่งตัวของ F/M ในแต่ละช่วงเวลาส่งผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดเป็นอย่างมาก

2. อาหารเสริม

         อาหารเสริม ซึ่งได้แก่ ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส และเหล็ก ปกติแร่ธาตุเหล่านี้มีอยู่ครบในน้ำบ้างแล้ว การขาดอาหารเสริมที่สำคัญจะทำให้จุลชีพที่สร้างฟล้อคเติบโตได้ไม่ดี ซึ่งจะทำให้ตะกอนตกตะกอนได้ยากและเกิดเป็นชั้นอืดขึ้นมา ปรกติจะควบคุมให้ BOD : N : P : Fe เท่ากับ 100:5:1:0.5 ในการเติมอาหารเสริมวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำออกให้มีค่าแร่ธาตุต่างๆ เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการใส่ลงไปมากเกินไปจะเป็นการสิ้นเปลืองแล้ว และยังเป็นสารมลพิษซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป ซึ่งการเติมอาหารเสริมจะต้องทราบคุณสมบัติและปริมาณของน้ำเสียก่อน ว่าขาดธาตุใดจึงจะสามารถคำนวณได้ว่าควรจะเติมเท่าไร ถึงจะพอเหมาะ

3. ออกซิเจนละลายน้ำ

         ในถังเติมอากาศจะต้องมีการควบคุมปริมาณออกซิเจนละลายน้ำให้เหมาะสม ซึ่งในแต่ละที่จะควบคุมแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการออกแบบ ซึ่งปริมาณความเข้มข้นของออกซิเจน ละลายน้ำจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ที่อุณหภูมิสูงค่าการละลายน้ำอิ่มตัวจะต่ำ ทำให้ต้องใช้ออกซิเจนมากกว่าที่อุณหภูมิต่ำ และค่าออกซิเจนละลายหรือ DO เป็นคาควบคุมอีกตัวหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับระบบบำบัดแบบใช้ออกซิเจน โดยถ้าระบบมีปัญหา เช่น เครื่องเติมอากาศพังทำให้การเติมอากาศไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดเป็นอย่างมาก

4. ระยะเวลาในการบำบัด

         ระยะเวลาในการบำบัดน้ำเสียในถังเติมอากาศจะต้องมากเพียงพอต่อการย่อยสลายสารอินทรีย์ หากระยะเวลาในการบำบัดต่ำเกินไป สารที่ย่อยสลายยากจะถูกย่อยไม่ถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งจะทำให้มีค่าปริมาณสารอินทรีย์เหลืออยู่ในน้ำในปริมาณสูง ซึ่งระยะเวลาในการบำบัดจะถูกออกแบบมาตั้งแต่แรกว่าใช้เวลาในการบำบัดเท่าไร ถ้าหากว่าปริมาณน้ำเสียเปลี่ยนแปลงไปจากค่าออกแบบ ก็ต้องมาทบทวนว่าระยะเวลาในการบำบัดเพียงพอหรือไม่ ต้องสร้างถังเก็บน้ำเพิ่มหรือต้องขยายระบบบำบัดเพิ่ม

5. ค่าความเป็นกรด – ด่าง  

แบคทีเรียจะเจริญได้ดีที่ค่า pH ระหว่าง 6.5 – 8.5  โดยปกติที่ผมใช้ควบคุมอยู่ในช่วง 6.9-7.3

6. สารเป็นพิษ

         สารเป็นพิษ แบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือแบบพิษเฉียบพลัน ซึ่งจุลชีพจะตายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และแบบพิษออกฤทธิ์ช้า ซึ่งจุลชีพจะค่อยๆตาย พิษเฉียบพลันสามารถดูได้เนื่องจากเกิดผลรวดเร็ว สารพิษจำพวกนี้ได้แก่ ไซยาไนด์ อาร์เซนิค เป็นต้น สำหรับสารพิษออกฤทธิ์ช้า เช่น ทองแดง และโลหะหนักต่างๆ จุลชีพจะสะสมเอาไว้ภายในเซลล์จนตายในที่สุด นอกจากนั้นอาจจะเกิดจากสารอินทรีย์ก็ได้ เช่น แอมโมเนียซึ่งมีค่าความเข้มข้นสูงเกิน 500 mg./l.

7. อุณหภูมิ

โดยทั่วไปควรคุมอุณหภูมิไม่เกินประมาณ 37 o C ถ้ามากกว่านั้นอุณหภูมิจะร้อนเกินไปจนจุลชีพเจริญเติบโตน้อยลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งระบบที่ผมดูแลอยู่เคยเดินระบบที่ 41-42°C ในช่วงหน้าร้อนได้โดยที่ไม่มีปัญหา ซึ่งในแต่ละปีก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และก็ต้องหาทางที่จะติดอุปกรณ์ช่วยลดอุณภูมิลงครับ

เอกสารอ้างอิง

ดร.มั่นสิน ตัณฑุลเวศน์  การควบคุมระบบแอ็คฑิเว็ตเต็ดสลัดจ์

ตำราระบบบำบัดมลพิษทางน้ำ โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม